ส่งเงินสมทบประกันสังคม สปส.1-10 กรอกออนไลน์ ฟรี

กรอกค่าจ้าง แล้วเห็นแบบฟอร์มที่กรอกแล้วทันที ทุกอย่างทำงานในเบราว์เซอร์ ไม่มีการส่งข้อมูลออก

ข้อมูลนายจ้าง
10 หลัก
สำนักงานใหญ่ ใส่ 000000
ใช้ได้กับงวดตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป
พิมพ์ในวงเล็บใต้ลายเซ็น เว้นว่างได้ถ้าจะเขียนเอง
เช่น หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการ
ผู้ประกันตน
เลขประจำตัวประชาชน ชื่อ - สกุล ค่าจ้าง
วางจาก Excel หรืออัปโหลดทั้งไฟล์

คัดลอก 3 คอลัมน์ เลขบัตรประชาชน / ชื่อ-สกุล / ค่าจ้าง แล้ววางในช่องนี้ หรืออัปโหลดไฟล์ .xlsx .csv ได้เลย ไฟล์ถูกอ่านในเครื่องคุณ ไม่มีการส่งออกไปไหน

คน0
รวมค่าจ้าง0
ผู้ประกันตน0
นายจ้าง0
รวมนำส่ง0

หน้านี้ทำมาเพื่อนายจ้างที่ต้องส่งเงินสมทบประกันสังคมทุกเดือนโดยเฉพาะ กรอกแบบ สปส.1-10 ได้ทั้งส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 ด้วยเครื่องมือด้านบน พร้อมอัตราและเพดานล่าสุดของปี 2569 กำหนดส่ง เงินเพิ่มเมื่อล่าช้า วิธียื่นผ่าน e-Service และคำตอบของคำถามที่นายจ้างเจอบ่อยที่สุด ทุกตัวเลขในหน้านี้อ้างอิงราชกิจจานุเบกษาและเอกสารทางการของสำนักงานประกันสังคมโดยตรง

ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม สปส.1-10 ฟรี

เครื่องมือกรอกแบบ สปส.1-10 ออนไลน์ฟรี จาก Simple Balance สำหรับนายจ้างที่ส่งเงินสมทบประกันสังคมทุกเดือน
กรอก สปส.1-10 ทั้งสองส่วนออนไลน์ คำนวณเงินสมทบและดาวน์โหลดเป็นแบบฟอร์มทางการได้ฟรี

แบบฟอร์มเปลี่ยนแล้วตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 สำนักงานประกันสังคมประกาศยกเลิกแบบ สปส.1-10 ฉบับปี 2561 และให้ใช้ฉบับใหม่แทน ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ไฟล์เก่าที่เซฟไว้ในเครื่องหรือที่สำนักงานบัญชีส่งให้ก่อนหน้านี้จึงใช้ไม่ได้แล้ว

แบบ สปส.1-10 คือแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบที่นายจ้างต้องยื่นทุกเดือน ประกอบด้วย 2 ส่วนที่ต้องยื่นพร้อมกันเสมอ

  • ส่วนที่ 1 ยอดสรุปของนายจ้าง มี 5 บรรทัดหลัก เงินค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณ เงินสมทบฝ่ายผู้ประกันตน เงินสมทบฝ่ายนายจ้าง ยอดรวมที่นำส่งทั้งสิ้นพร้อมจำนวนเงินเป็นตัวอักษร และจำนวนผู้ประกันตน
  • ส่วนที่ 2 รายละเอียดรายคน 5 ช่อง ลำดับที่ เลขประจำตัวประชาชน คำนำหน้านาม ชื่อ ชื่อสกุล ค่าจ้างที่จ่ายจริง และเงินสมทบผู้ประกันตน บรรจุแผ่นละ 10 รายชื่อ
ตัวอย่างแบบ สปส.1-10 ส่วนที่ 1 ที่กรอกครบแล้ว แสดงเงินค่าจ้างที่ใช้คำนวณและเงินสมทบทั้งสองฝ่าย
ส่วนที่ 1 ยอดสรุปของนายจ้าง ตัวหนังสือกำกับจำนวนเงินระบบเขียนให้เอง
ตัวอย่างแบบ สปส.1-10 ส่วนที่ 2 ที่กรอกครบแล้ว แสดงรายชื่อผู้ประกันตนและเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
ส่วนที่ 2 รายชื่อลูกจ้าง เลขบัตรลงช่องตารางทีละหลัก แผ่นละ 10 คน

กิจการที่ยื่นรวมหลายสาขาในคราวเดียว มีแบบใบสรุปเพิ่มอีกหนึ่งใบคือ สปส.1-10/1 ซึ่งแยกยอดรายสาขา กิจการสาขาเดียวไม่ต้องใช้

คุณสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มเปล่าฉบับปัจจุบันได้จากไฟล์ทางการของสำนักงานประกันสังคม (PDF) หรือใช้เครื่องมือด้านบนกรอกและคำนวณให้อัตโนมัติ ปุ่ม PDF จะกรอกข้อมูลของคุณลงบนแบบฟอร์มทางการฉบับเดียวกันนี้ให้เลย ได้ไฟล์ สปส.1-10 ตัวจริงพร้อมยื่น หรือจะบันทึกเป็น Excel ก็ได้ ข้อมูลทุกอย่างประมวลผลในเบราว์เซอร์ของคุณ ไม่มีการส่งเลขบัตรประชาชนหรือเงินเดือนพนักงานออกไปที่ใดทั้งสิ้น

ส่งเงินสมทบประกันสังคม ต้องส่งภายในวันที่เท่าไหร่

นายจ้างต้องส่งเงินสมทบประกันสังคม พร้อมยื่นแบบ สปส.1-10 ทั้งส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงินสมทบ เช่น เงินเดือนงวดสิงหาคม 2569 ต้องนำส่งภายในวันที่ 15 กันยายน 2569 หากพ้นกำหนด เงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 ทันที

วันที่ 15ของเดือนถัดไป คือเส้นตาย
2% ต่อเดือนเงินเพิ่มเมื่อจ่ายช้า เริ่มวันที่ 16
ทุกเดือนต้องยื่นแม้เดือนนั้นไม่มีการจ่ายค่าจ้าง

หน้าที่นี้กำหนดไว้ในมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 นายจ้างหักเงินสมทบส่วนของลูกจ้างไว้ทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง แล้วนำส่งพร้อมเงินสมทบส่วนของนายจ้างในคราวเดียวกัน กฎหมายถือว่าลูกจ้างจ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง ความรับผิดชอบเรื่องนำส่งจึงอยู่ที่นายจ้างฝ่ายเดียว

ก่อนจะเข้าสู่วงจรยื่นรายเดือน กิจการที่เพิ่งมีลูกจ้างต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้าง ตามมาตรา 34 กิจการที่กำลังอยู่ระหว่างจดทะเบียนบริษัทหรือจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ควรเผื่อเวลาขั้นตอนนี้ไว้ด้วย เพราะเดดไลน์วันที่ 15 เริ่มเดินทันทีที่มีการจ่ายค่าจ้างงวดแรก

มีจุดที่เข้าใจผิดกันบ่อยอยู่ข้อหนึ่ง บางกิจการเงินหมุนไม่ทันเลยจ่ายเงินเดือนพนักงานช้ากว่ากำหนด แล้วเข้าใจว่ากำหนดส่งเงินสมทบเลื่อนตามไปด้วย ความจริงคือไม่เลื่อน มาตรา 47 ระบุว่าถ้านายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดเวลาที่ต้องจ่าย ให้นายจ้างมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบโดยถือเสมือนว่ามีการจ่ายค่าจ้างแล้ว เดดไลน์วันที่ 15 จึงเดินหน้าตามงวดค่าจ้างเดิมเสมอ ไม่ว่าเงินเดือนจะออกจริงวันไหน

คำว่าเดือนที่หักเงินสมทบ หมายถึงเดือนของงวดค่าจ้าง ไม่ใช่เดือนที่เดินไปยื่นแบบ กิจการที่จ่ายค่าจ้างเดือนละหลายงวด เช่น จ่ายทุกวันที่ 15 และสิ้นเดือน ให้รวมค่าจ้างทุกงวดของเดือนนั้นเป็นยอดเดียวของลูกจ้างแต่ละคน แล้วยื่นแบบเดียวต่อเดือน

มีข้อยกเว้นเดียวที่เป็นคุณกับนายจ้าง กิจการที่ยื่นแบบผ่านระบบ e-Service และชำระผ่าน e-Payment มีประกาศกระทรวงแรงงานขยายกำหนดเวลาให้อีก 7 วันทำการนับจากวันที่ 15 มาตรการนี้ต่ออายุต่อเนื่องมาหลายปี รอบปัจจุบันครอบคลุมค่าจ้างงวดเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2569 เช่น งวดเดือนมกราคม 2569 ชำระผ่าน e-Payment ได้ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ส่วนการยื่นกระดาษไม่ได้สิทธินี้ ต้องจบภายในวันที่ 15 ตามปกติ

ไม่ส่งเงินสมทบประกันสังคมในกำหนดเวลา มีโทษอย่างไร ยื่นกระดาษภายในวันที่ 15 ยื่นออนไลน์เพิ่ม 7 วันทำการ จ่ายช้าเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือน
ยื่นช้ากับจ่ายช้า คนละเรื่องกัน และโทษก็คนละแบบ

ประกันสังคมหักเท่าไหร่ อัตราล่าสุดปี 2569

ปี 2569 ประกันสังคมมาตรา 33 หักจากค่าจ้างในอัตรา 5% ทั้งฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้าง โดยฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณต่ำสุดเดือนละ 1,650 บาท และสูงสุดเดือนละ 17,500 บาท ตามเพดานใหม่ที่เริ่มใช้ 1 มกราคม 2569 เงินสมทบสูงสุดจึงเป็นฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน ไม่ใช่ 750 บาทแบบเดิมอีกต่อไป

ตัวเลขนี้มาจากกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 12 ธันวาคม 2568 และมีผลตั้งแต่งวดค่าจ้างเดือนมกราคม 2569 เป็นต้นมา

ระวังข้อมูลเก่า เว็บจำนวนมากยังบอก 750 บาท

เพดานเพิ่งเปลี่ยนเมื่อต้นปี 2569 บทความ ตารางเงินเดือน และเครื่องคิดเลขออนไลน์จำนวนมากจึงยังแสดงเพดานเก่า 15,000 บาทกับยอดหักสูงสุด 750 บาทอยู่ แม้แต่หน้าข้อมูลบางหน้าในเว็บหน่วยงานราชการเองก็ยังไม่ได้ปรับ วิธีเช็กง่ายที่สุดคือดูว่าแหล่งนั้นพูดถึงเลข 17,500 กับ 875 หรือยัง ถ้ายังเจอ 750 อยู่แปลว่าเป็นข้อมูลก่อนปี 2569 คำนวณตามแล้วยอดจะขาด ต้องมาตามจ่ายส่วนต่างพร้อมเงินเพิ่มภายหลัง

เงินเดือนลูกจ้างฐานที่ใช้คำนวณหักลูกจ้าง 5%นายจ้างสมทบ 5%
ไม่มีค่าจ้างเดือนนั้น000
1,200 บาท (ต่ำกว่าขั้นต่ำ)1,6508383
10,000 บาท10,000500500
15,000 บาท15,000750750
17,500 บาทขึ้นไป17,500875875

เศษสตางค์ของเงินสมทบแต่ละคน ถ้าถึง 50 สตางค์ให้ปัดขึ้นเป็น 1 บาท ต่ำกว่านั้นปัดทิ้ง ตามมาตรา 46 เช่น เงินเดือน 9,750.50 บาท คูณ 5% ได้ 487.525 บาท เศษ 52.5 สตางค์ถึงเกณฑ์ปัดขึ้น นำส่งจริง 488 บาท และลูกจ้างที่มีชื่อแต่ไม่มีค่าจ้างในเดือนนั้น ยังต้องกรอกชื่อลงในแบบ โดยใส่ค่าจ้างและเงินสมทบเป็น 0 ไม่ใช่คิดที่ขั้นต่ำ 1,650 บาท

เพดานจะขยับอีก 2 ครั้ง จำปีไว้ให้ดี

ตารางเพดานค่าจ้างและเงินสมทบสูงสุดต่อเดือน ปี 2569 ถึง 2575 จาก 17,500 บาทขึ้นเป็น 23,000 บาท
เพดานค่าจ้างขยับ 3 ครั้ง เงินสมทบสูงสุดต่อเดือนจึงเปลี่ยนตาม
ช่วงเวลาฐานต่ำสุด/เดือนเพดานสูงสุด/เดือนเงินสมทบสูงสุดฝ่ายละ
1 ม.ค. 2569 ถึง 31 ธ.ค. 25711,65017,500875
1 ม.ค. 2572 ถึง 31 ธ.ค. 25741,65020,0001,000
ตั้งแต่ 1 ม.ค. 25751,65023,0001,150

อีกเรื่องที่ควรรู้ อัตรา 5% ไม่ใช่ตัวเลขถาวร มาตรา 46/1 ให้อำนาจรัฐมนตรีลดอัตราเงินสมทบเป็นการชั่วคราวได้คราวละไม่เกิน 6 เดือนในกรณีเกิดภัยพิบัติร้ายแรงที่กระทบเศรษฐกิจ นี่คือเหตุผลที่ช่วงโควิดหลายเดือนหักไม่ถึง 5% ถ้าปีไหนมีประกาศลดอัตรา ให้ยึดอัตราตามประกาศของงวดนั้น

ตัวอย่างการคำนวณทั้งบริษัท ดูจบแล้วกรอกเองได้

สมมติกิจการมีพนักงาน 4 คน เงินเดือนงวดสิงหาคม 2569 เป็นดังนี้ พนักงาน ก เงินเดือน 18,500 บาท พนักงาน ข 12,000 บาท พนักงาน ค 1,200 บาท และพนักงาน ง 9,750 บาท ลองไล่คำนวณทีละคน

  • พนักงาน ก 18,500 บาท เกินเพดาน จึงใช้ฐาน 17,500 บาท เงินสมทบ 875 บาท
  • พนักงาน ข 12,000 บาท อยู่ในช่วงปกติ ใช้ฐานตามจริง เงินสมทบ 600 บาท
  • พนักงาน ค 1,200 บาท ต่ำกว่าขั้นต่ำ จึงใช้ฐาน 1,650 บาท ได้ 82.50 บาท ปัดขึ้นเป็น 83 บาท
  • พนักงาน ง 9,750 บาท ใช้ฐานตามจริง ได้ 487.50 บาท ปัดขึ้นเป็น 488 บาท

รวมเงินสมทบฝ่ายลูกจ้าง 875 + 600 + 83 + 488 เท่ากับ 2,046 บาท นายจ้างสมทบอีกเท่ากันคือ 2,046 บาท ยอดนำส่งทั้งสิ้น 4,092 บาท เขียนตัวอักษรว่าสี่พันเก้าสิบสองบาทถ้วน ส่วนช่องเงินค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณของส่วนที่ 1 คือผลรวมของฐาน 17,500 + 12,000 + 1,650 + 9,750 เท่ากับ 40,900 บาท ขณะที่ค่าจ้างจ่ายจริงรวมในส่วนที่ 2 คือ 41,450 บาท สองยอดนี้ไม่เท่ากันและไม่ผิด เพราะมีคนเกินเพดานหนึ่งคนและต่ำกว่าขั้นต่ำหนึ่งคน

สังเกตอีกจุดหนึ่ง ถ้าเอาฐานรวม 40,900 คูณ 5% ตรง ๆ จะได้ 2,045 บาท แต่ยอดที่ถูกต้องคือ 2,046 บาท เพราะกฎหมายให้ปัดเศษสตางค์เป็นรายคน ไม่ใช่ปัดที่ยอดรวม ผลรวมของรายคนจึงอาจต่างจากการคูณยอดรวมอยู่ 1 ถึง 2 บาทเป็นเรื่องปกติ อย่าฝืนแก้ตัวเลขให้ลงตัว

เงินสมทบสองฝั่งนี้ไปคนละทางในทางภาษี ฝั่งนายจ้าง 2,046 บาทเป็นรายจ่ายของกิจการที่นำไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ส่วนฝั่งลูกจ้างที่ถูกหักไว้ ลูกจ้างนำไปใช้เป็นค่าลดหย่อนตอนคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของตัวเองปลายปี

วิธีกรอกแบบ สปส.1-10 ทีละขั้น

แบบ สปส.1-10 ฉบับปัจจุบันมีจุดที่คนกรอกผิดบ่อยอยู่ 3 จุด คือใช้ยอดค่าจ้างผิดตัวในส่วนที่ 1 ลืมลูกจ้างที่ไม่มีค่าจ้าง และกรอกเลขบัตรคนต่างด้าวผิดช่อง ทำตามขั้นตอนนี้จะไม่พลาด

  • กรอกข้อมูลนายจ้าง ชื่อสถานประกอบการ เลขที่บัญชีนายจ้าง 10 หลัก และลำดับที่สาขา สำนักงานใหญ่หรือกิจการที่ไม่มีสาขาใส่ 000000
  • ระบุเดือนที่หักเงินสมทบ คือเดือนของงวดค่าจ้าง ไม่ใช่เดือนที่ไปยื่น
  • กรอกส่วนที่ 2 ก่อน ลงรายชื่อลูกจ้างทีละคน เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก คำนำหน้านาม ชื่อ ชื่อสกุล และค่าจ้างที่จ่ายจริงของเดือนนั้น แผ่นละ 10 รายชื่อ ถ้าลูกจ้างเกิน 10 คนให้ใช้หลายแผ่นและระบุแผ่นที่กำกับไว้
  • ลูกจ้างต่างด้าว ให้กรอกเลขที่บัตรประกันสังคมของเขาลงในช่องเลขประจำตัวประชาชน ตามคำชี้แจงท้ายแบบ
  • ลูกจ้างที่ไม่มีค่าจ้างเดือนนั้น เช่น ลาไม่รับค่าจ้างทั้งเดือน ยังต้องมีชื่อในแบบ โดยใส่ช่องค่าจ้างและเงินสมทบเป็น 0
  • คำนวณเงินสมทบรายคน ใช้ฐานค่าจ้างจริงแต่ไม่ต่ำกว่า 1,650 และไม่เกิน 17,500 บาท คูณ 5% แล้วปัดเศษสตางค์ตามเกณฑ์ 50 สตางค์
  • สรุปยอดลงส่วนที่ 1 ระวังจุดนี้ให้มาก ช่องเงินค่าจ้างในส่วนที่ 1 คือยอดรวมของฐานที่ใช้คำนวณ ไม่ใช่ยอดรวมค่าจ้างที่จ่ายจริง สองตัวเลขนี้จะต่างกันทันทีที่มีลูกจ้างเงินเดือนเกินเพดานหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ จากนั้นกรอกเงินสมทบฝ่ายลูกจ้าง ฝ่ายนายจ้างซึ่งเท่ากัน ยอดรวมทั้งสิ้นพร้อมตัวอักษร และจำนวนผู้ประกันตน
  • ลงลายมือชื่อ แล้วยื่นทั้ง 2 ส่วนพร้อมชำระเงิน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

เครื่องมือด้านบนของหน้านี้ทำขั้นตอนที่ 3 ถึง 7 ให้อัตโนมัติ วางรายชื่อจาก Excel ได้ทั้งตาราง หรืออัปโหลดไฟล์ .xlsx และ .csv ทั้งไฟล์ก็ได้ ระบบหาคอลัมน์เลขบัตร ชื่อ และค่าจ้างให้เอง ระบบตรวจเลขบัตรประชาชน คำนวณตามเพดานของงวดที่เลือก ปัดเศษตามกฎหมาย แยกยอดฐานคำนวณกับค่าจ้างจริงให้ถูกช่องเอง และถ้าลูกจ้างเกิน 10 คน ระบบแบ่งส่วนที่ 2 เป็นแผ่นละ 10 รายชื่อพร้อมเลขแผ่นกำกับ เช่น แผ่นที่ 2 ใน 3 แผ่น ให้เองทั้งในไฟล์ PDF และ Excel โดยไฟล์ PDF ที่ได้คือแบบฟอร์มทางการของสำนักงานประกันสังคมที่กรอกข้อมูลครบแล้ว ไม่ใช่ตารางที่ทำเลียนแบบ ถ้าอยากได้เครื่องมือฟรีตัวอื่นของเรา ดูได้ที่หน้ารวมเครื่องมือ

จุดที่แบบโดนตีกลับหรือถูกทักบ่อยที่สุด

  • ใช้ยอดค่าจ้างจ่ายจริงกรอกช่องเงินค่าจ้างในส่วนที่ 1 ทั้งที่ต้องเป็นยอดฐานที่ปรับเพดานและขั้นต่ำแล้ว
  • ตัดชื่อลูกจ้างที่เดือนนั้นไม่มีค่าจ้างออกจากแบบ แทนที่จะคงชื่อไว้และกรอก 0
  • คำนวณลูกจ้างเงินเดือนต่ำกว่า 1,650 บาทจากค่าจ้างจริง แทนที่จะใช้ฐานขั้นต่ำ
  • ยังใช้เพดาน 15,000 กับยอดหัก 750 บาทของปีเก่า ทำให้ยอดขาดทุกคนที่เงินเดือนสูง
  • ใช้แบบฟอร์มฉบับปี 2561 ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว
  • มีลูกจ้างเกิน 10 คนแต่ไม่ระบุเลขแผ่นกำกับในส่วนที่ 2
  • ปัดเศษสตางค์ที่ยอดรวมแทนที่จะปัดเป็นรายคน ยอดจึงเพี้ยน 1 ถึง 2 บาทแล้วแก้ไม่ถูกจุด

นายจ้างส่งเงินสมทบประกันสังคมออนไลน์ ผ่าน e-Service

นายจ้างไม่ต้องเดินไปสำนักงานประกันสังคมทุกเดือน ระบบ e-Service ของ สปส. รองรับการยื่นแบบและส่งเงินสมทบออนไลน์เต็มรูปแบบ ฐานทางกฎหมายคือมาตรา 47 ฉบับแก้ไข 2558 ที่ให้ยื่นรายการตามแบบและวิธีการที่เลขาธิการประกาศกำหนด ซึ่งครอบคลุมช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

  • สมัครใช้ระบบครั้งแรก ลงทะเบียนขอทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์กับ สปส. แล้วรอรับ user สำหรับสถานประกอบการ
  • เดือนถัดไปยื่นได้ 2 วิธี กรอกรายชื่อลูกจ้างทีละคนในหน้าเว็บ เหมาะกับกิจการพนักงานไม่กี่คน หรืออัปโหลดไฟล์ข้อมูลเงินสมทบทั้งชุด เหมาะกับกิจการที่มีพนักงานจำนวนมาก
  • ชำระเงินออนไลน์ ตัดบัญชีธนาคารหรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ระบบรองรับ แล้วเก็บใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ไว้เป็นหลักฐาน

แบบคำขอสำหรับสมัครใช้ระบบครั้งแรกคือ สปส.1-05 คำขอทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ดาวน์โหลดได้จากคลังแบบฟอร์มของเราซึ่งลิงก์ตรงไปไฟล์ต้นฉบับของ สปส. ข้อควรระวังคือการสมัครและการอนุมัติ user ใช้เวลา อย่ารอไปสมัครวันที่ 14 ของเดือนที่ต้องส่ง ข้อดีอีกอย่างของช่องทางออนไลน์คือเรื่องเส้นตาย ยื่นแบบผ่าน e-Service และชำระผ่าน e-Payment ได้เวลาเพิ่มอีก 7 วันทำการนับจากวันที่ 15 ตามประกาศกระทรวงแรงงานที่ครอบคลุมค่าจ้างงวดปี 2569 ขณะที่การยื่นกระดาษต้องจบภายในวันที่ 15 ตามปกติ พ้นกำหนดของช่องทางที่ใช้เมื่อไหร่ เงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนจึงเริ่มนับ

สำหรับกิจการที่ใช้โปรแกรมเงินเดือนอยู่แล้ว โปรแกรมส่วนใหญ่สร้างไฟล์ข้อมูลเงินสมทบสำหรับอัปโหลดเข้า e-Service ได้โดยตรง ส่วนกิจการเล็กที่ทำเงินเดือนด้วย Excel เครื่องมือในหน้านี้ช่วยเตรียมรายการและตัวเลขให้ครบก่อน แล้วคีย์ตามในระบบได้เร็วขึ้นมาก เพราะทุกยอดถูกคำนวณและปัดเศษมาให้ตรงตามเกณฑ์แล้ว

เอกสารที่มักทำคู่กันในงวดเงินเดือนเดียวกันมีอีก 2 อย่าง คือใบสำคัญจ่ายสำหรับบันทึกการจ่ายเงินเดือนเข้าบัญชี และหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิสำหรับพนักงานที่ถูกหักภาษีจากเงินเดือน ทั้งสองอย่างมีเครื่องมือฟรีให้ใช้เหมือนหน้านี้

ส่งประกันสังคมช้า เกิดอะไรขึ้น จ่ายช้ากับยื่นแบบช้า โทษไม่เหมือนกัน

เรื่องที่นายจ้างส่วนใหญ่ไม่รู้และแทบไม่มีใครอธิบาย กฎหมายแยกความผิด 2 เรื่องออกจากกันชัดเจน เงินไปช้าเป็นเรื่องหนึ่ง แบบรายการไปช้าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และโทษต่างกันคนละโลก

จ่ายเงินช้า = เงินเพิ่ม ไม่เป็นคดี

เงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้าง นับจากวันที่ 16 เป็นต้นไป ตามมาตรา 49 และฉบับแก้ไขปี 2558 ใส่เพดานไว้ให้ด้วยว่า เงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกินจำนวนเงินสมทบที่ต้องจ่าย ค้างนานแค่ไหนเงินเพิ่มก็ไม่มีทางเกินเท่าตัวของยอดค้าง

ยื่นแบบช้า = โทษอาญา

ไม่ยื่นแบบ สปส.1-10 ภายในกำหนด มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 97 ฉบับแก้ไขปี 2558 คำเตือนข้อนี้พิมพ์อยู่ท้ายแบบ สปส.1-10 ทุกใบ

บทเรียนที่ใช้ได้จริง เดือนไหนเงินสดตึงมือ ให้ยื่นแบบ สปส.1-10 ให้ทันวันที่ 15 ก่อนเสมอ แล้วค่อยตามจ่ายเงินสมทบพร้อมเงินเพิ่ม 2% การยื่นแบบตรงเวลาแม้เงินยังไม่พร้อม เปลี่ยนสถานะจากคดีอาญาให้เหลือแค่ดอกเบี้ยค้างจ่าย

เงินเพิ่มคิดเป็นเงินจริงเท่าไหร่ ลองดูตัวอย่าง

ใช้ตัวเลขจากบริษัทตัวอย่างข้างต้นที่มียอดนำส่งเดือนละ 4,092 บาท เงินเพิ่มคิดร้อยละ 2 ต่อเดือนของยอดค้าง เท่ากับเดือนละ 81.84 บาท ค้าง 1 เดือนจ่ายเพิ่มราว 82 บาท ค้าง 3 เดือนราว 246 บาท ค้าง 1 ปีราว 982 บาท ฟังดูไม่มากสำหรับกิจการเล็ก แต่ค้างสะสมหลายงวดหลายปียอดจะทบขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเดือน

ข่าวดีอย่างเดียวของคนที่ค้างมานานคือเพดานในกฎหมายฉบับแก้ไข 2558 เงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกินจำนวนเงินสมทบที่ต้องจ่าย ต่อให้ค้างงวดเดิมไป 10 ปี เงินเพิ่มของงวดนั้นก็หยุดที่ 4,092 บาท เท่ากับยอดค้างพอดี ไม่บานปลายไปกว่านั้น อีกจุดที่หลายเว็บเขียนไม่ตรง คือเกณฑ์นับเศษของเดือนแบบ 15 วันปัดขึ้นเป็นหนึ่งเดือน เกณฑ์นั้นเป็นของผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่ส่งเงินสมทบเอง ไม่ใช่ของนายจ้าง มาตรา 49 ซึ่งเป็นข้อที่ใช้กับนายจ้างไม่มีข้อความนี้ แต่มีเพดานไม่เกินยอดเงินสมทบแทน

สองข้อสังเกตเพิ่มเติมเพื่อความแม่นยำ ข้อแรก เงินเพิ่ม 2% คิดจากจำนวนเงินสมทบที่ยังมิได้นำส่งทั้งก้อน คือรวมทั้งส่วนที่หักจากลูกจ้างและส่วนของนายจ้าง ไม่ใช่คิดจากครึ่งเดียว ข้อสอง โทษอาญาอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ที่มาตรา 96 สำหรับนายจ้างที่ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนหรือไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงภายในกำหนด โทษเท่ากันคือจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท และถ้ายังฝ่าฝืนต่อเนื่อง ปรับเพิ่มอีกวันละไม่เกิน 5,000 บาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

อีกเรื่องที่โทษแรงคือการแจ้งค่าจ้างต่ำกว่าความจริงเพื่อให้เงินสมทบถูกลง ท้ายแบบระบุชัดว่าเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ มีความผิดตามกฎหมาย อย่าเสี่ยงเด็ดขาด

ลูกจ้างทำงานกับนายจ้างหลายราย คิดแยกกัน

กรณีลูกจ้างทำงานหลายที่พร้อมกัน มาตรา 46 และ 48 กำหนดให้นายจ้างแต่ละรายคำนวณเงินสมทบจากค่าจ้างที่ตนจ่ายแยกกันคนละแบบ ไม่ต้องรวมรายได้จากที่อื่นและไม่ต้องประสานกับนายจ้างรายอื่น ต่างคนต่างหักตามฐานของตัวเอง

กองทุนเงินทดแทน ไม่ใช่เงินสมทบรายเดือน

กองทุนเงินทดแทน คือกองทุนแยกต่างหากจากกองทุนประกันสังคม ใช้ดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน นายจ้างจ่ายฝ่ายเดียว ลูกจ้างไม่ถูกหักสมทบ อัตราอยู่ระหว่าง 0.2% ถึง 1.0% ของค่าจ้าง ตามความเสี่ยงของประเภทกิจการ และเรียกเก็บปีละ 2 ครั้ง ไม่ใช่รายเดือน

ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณกองทุนเงินทดแทนคิดต่อคนไม่เกิน 240,000 บาทต่อปี โดย สปส. จะประเมินเงินสมทบต้นปีจากประมาณการค่าจ้าง แล้วปรับตามค่าจ้างจริงภายหลัง หลักการคิดและช่วงอัตรา 0.2% ถึง 1.0% ตามประเภทกิจการ อ่านได้จากหน้าเงินสมทบของสำนักงานประกันสังคม ส่วนอัตราของกิจการคุณโดยเฉพาะ ให้ดูจากหนังสือแจ้งประเมินที่ สปส. ส่งให้ สรุปสั้นที่สุด นายจ้างมีภาระ 2 ก้อนแยกกัน เงินสมทบ 5% ทุกเดือนผ่าน สปส.1-10 และกองทุนเงินทดแทนปีละ 2 งวด อย่าจ่ายก้อนหนึ่งแล้วเข้าใจว่าครบทั้งคู่

สองกองทุนนี้คุ้มครองคนละเรื่อง

วิธีจำง่ายที่สุดคือดูว่าเหตุเกิดจากงานหรือไม่ กองทุนเงินทดแทนดูแลเฉพาะกรณีที่เกิดเนื่องจากการทำงาน ส่วนเงินสมทบรายเดือนที่หักผ่าน สปส.1-10 เข้ากองทุนประกันสังคม ซึ่งมาตรา 54 กำหนดประโยชน์ทดแทนไว้ 7 กรณี ได้แก่ ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยนอกงาน คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน เงิน 5% ที่ลูกจ้างถูกหักทุกเดือนจึงเป็นทั้งค่ารักษา เงินเกษียณ และเงินชดเชยตอนตกงานของเขาเอง อธิบายให้พนักงานฟังแบบนี้ เสียงบ่นเรื่องถูกหักเงินจะน้อยลงมาก

ประกันสังคมมาตรา 33 39 40 ต่างกันอย่างไร ในมุมนายจ้าง

สำหรับนายจ้าง เรื่องที่ต้องทำทุกเดือนเกี่ยวข้องกับมาตรา 33 เท่านั้น อีกสองมาตราเป็นเรื่องที่ลูกจ้างหรืออดีตลูกจ้างจัดการเองโดยตรงกับ สปส.

มาตราคือใครใครจ่ายนายจ้างต้องทำอะไร
33ลูกจ้างในสถานประกอบการลูกจ้าง 5% นายจ้าง 5% และรัฐร่วมสมทบหัก นำส่ง และยื่น สปส.1-10 ทุกเดือน
39อดีตลูกจ้างที่สมัครส่งต่อเองผู้ประกันตนกับรัฐไม่มีหน้าที่
40ผู้ประกอบอาชีพอิสระผู้ประกันตนกับรัฐไม่มีหน้าที่

จุดที่เจอบ่อยคือพนักงานลาออกแล้วถามนายจ้างเรื่องมาตรา 39 คำตอบคือเป็นสิทธิที่อดีตลูกจ้างไปสมัครเองภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หน้าที่ของนายจ้างมีเพียงแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนให้ตรงเวลาเท่านั้น

เอกสารและเครื่องมือที่ใช้คู่กัน

ให้เราดูแลประกันสังคมและเงินเดือนทุกเดือนแทนคุณ

บริการทำบัญชีรายเดือนของซิมเปิล บาลานซ์ ครอบคลุมงานประกันสังคมครบวงจร คำนวณเงินสมทบตามเพดานปัจจุบัน ยื่น สปส.1-10 ผ่าน e-Service ให้ตรงเวลาทุกเดือน แจ้งพนักงานเข้าออก และเตือนก่อนเส้นตายเสมอ คุณไม่ต้องจำวันที่ 15 อีกต่อไป

ปรึกษาฟรีทางแชท

คำถามที่พบบ่อยเรื่องการส่งเงินสมทบ

จ่ายเงินสมทบประกันสังคมช้า โดนเงินเพิ่มเท่าไหร่

เงินเพิ่มคิดร้อยละ 2 ต่อเดือนของยอดที่ค้าง นับจากวันที่ 16 ของเดือนที่ต้องนำส่ง กฎหมายฉบับปัจจุบันไม่ได้กำหนดวิธีนับเศษของเดือนไว้ในมาตรา 49 แล้ว และมีเพดานคุ้มครองว่าเงินเพิ่มสะสมทั้งหมดต้องไม่เกินจำนวนเงินสมทบที่ค้างจ่ายนั้นเอง

เงินยังไม่พร้อม ควรยื่นแบบก่อนไหม

ควรยื่นแบบให้ทันวันที่ 15 เสมอ เพราะการไม่ยื่นแบบภายในกำหนดมีโทษอาญา จำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท ส่วนการจ่ายเงินช้ามีเพียงเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือน ยื่นแบบก่อนแล้วตามจ่ายทีหลังจึงเสี่ยงน้อยกว่ามาก

ลูกจ้างเงินเดือน 1,200 บาท หักประกันสังคมยังไง

ใช้ฐานขั้นต่ำ 1,650 บาทในการคำนวณ ได้เงินสมทบ 82.50 บาท ปัดเป็น 83 บาททั้งฝ่ายลูกจ้างและนายจ้าง แต่ในช่องค่าจ้างของส่วนที่ 2 ให้กรอกค่าจ้างที่จ่ายจริงคือ 1,200 บาท

เดือนนั้นลูกจ้างลาไม่รับค่าจ้างทั้งเดือน ต้องลงชื่อในแบบไหม

ต้องลง คำชี้แจงท้ายแบบกำหนดให้กรอกชื่อผู้ประกันตนที่ไม่มีค่าจ้างด้วย โดยใส่ช่องค่าจ้างและเงินสมทบเป็น 0 ห้ามตัดชื่อออกจากแบบ

ลูกจ้างต่างด้าวไม่มีเลขบัตรประชาชนไทย กรอกช่องไหน

กรอกเลขที่บัตรประกันสังคมของลูกจ้างต่างด้าวลงในช่องเลขประจำตัวประชาชนของส่วนที่ 2 ตามคำชี้แจงท้ายแบบ สปส.1-10

แบบ สปส.1-10 ที่เซฟไว้ตั้งแต่ปีก่อน ใช้ต่อได้ไหม

ใช้ไม่ได้ ประกาศสำนักงานประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่ลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ยกเลิกแบบฉบับปี 2561 และให้ใช้แบบใหม่ตั้งแต่งวด 1 มกราคม 2569 ควรดาวน์โหลดฉบับปัจจุบันจาก สปส. หรือใช้เครื่องมือในหน้านี้

พนักงาน 25 คน ต้องใช้ส่วนที่ 2 กี่แผ่น

แบบส่วนที่ 2 บรรจุได้แผ่นละ 10 รายชื่อ พนักงาน 25 คนจึงใช้ 3 แผ่น และต้องระบุเลขแผ่นกำกับ เช่น แผ่นที่ 1 ใน 3 แผ่น

เพดาน 17,500 บาทใช้ถึงเมื่อไหร่

ใช้ถึง 31 ธันวาคม 2571 จากนั้นเพดานขยับเป็น 20,000 บาทช่วงปี 2572 ถึง 2574 และเป็น 23,000 บาทตั้งแต่ 1 มกราคม 2575 ตามกฎกระทรวงปี 2568 ฐานขั้นต่ำ 1,650 บาทคงเดิมทุกช่วง

ยอดค่าจ้างในส่วนที่ 1 ไม่เท่ากับยอดรวมในส่วนที่ 2 แสดงว่ากรอกผิดหรือเปล่า

ไม่จำเป็น สองช่องนี้เป็นคนละตัวเลขโดยเจตนาของแบบ ส่วนที่ 2 กรอกค่าจ้างที่จ่ายจริง ส่วนที่ 1 กรอกเงินค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณ ซึ่งถูกปรับเข้าเกณฑ์ขั้นต่ำ 1,650 และเพดาน 17,500 แล้ว ถ้ามีลูกจ้างเงินเดือนเกินเพดานหรือต่ำกว่าขั้นต่ำแม้คนเดียว สองยอดนี้จะต่างกันทันทีและถือว่าถูกต้อง

จ่ายเงินเดือนพนักงานช้า เลื่อนส่งเงินสมทบได้ไหม

ไม่ได้ มาตรา 47 กำหนดว่าแม้นายจ้างยังไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด ก็ต้องนำส่งเงินสมทบโดยถือเสมือนว่าจ่ายค่าจ้างแล้ว เส้นตายวันที่ 15 ของเดือนถัดจากงวดค่าจ้างจึงไม่เลื่อนตามวันจ่ายเงินจริง

อ้างอิง พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 46 47 48 49 96 97 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนที่ 53 ก หน้า 1 วันที่ 22 มิถุนายน 2558 อ่านฉบับรวมแก้ไขถึงฉบับที่ 4 ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, กฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 พ.ศ. 2568 ราชกิจจานุเบกษา 12 ธันวาคม 2568, ประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่องกำหนดแบบรายการฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนพิเศษ 405 ง, ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบและการนำส่งเงินสมทบผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ฉบับที่ครอบคลุมค่าจ้างงวดปี 2569 และข้อมูลเงินสมทบและการชำระเงิน สำนักงานประกันสังคม ตรวจสอบข้อกฎหมายล่าสุด 2 กันยายน 2569