กรอกค่าจ้าง แล้วเห็นแบบฟอร์มที่กรอกแล้วทันที ทุกอย่างทำงานในเบราว์เซอร์ ไม่มีการส่งข้อมูลออก
| เลขประจำตัวประชาชน | ชื่อ - สกุล | ค่าจ้าง |
|---|
คัดลอก 3 คอลัมน์ เลขบัตรประชาชน / ชื่อ-สกุล / ค่าจ้าง แล้ววางในช่องนี้ หรืออัปโหลดไฟล์ .xlsx .csv ได้เลย ไฟล์ถูกอ่านในเครื่องคุณ ไม่มีการส่งออกไปไหน
ฐานคำนวณตามกฎหมาย ค่าจ้างที่ใช้คำนวณ ต่ำสุดเดือนละ 1,650 บาท สูงสุด 17,500 บาท ถึง 31 ธ.ค. 2571 จากนั้น 20,000 บาท และ 23,000 บาท ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2575
เศษของเงินสมทบตั้งแต่ 50 สตางค์ขึ้นไป ปัดเป็น 1 บาท ต่ำกว่านั้นปัดทิ้ง ตามมาตรา 46
ถ้าลูกจ้างทำงานกับนายจ้างหลายราย แต่ละนายจ้างคำนวณจากค่าจ้างที่ตนจ่ายแยกกัน ตามมาตรา 46 และ 48
หน้านี้ทำมาเพื่อนายจ้างที่ต้องส่งเงินสมทบประกันสังคมทุกเดือนโดยเฉพาะ กรอกแบบ สปส.1-10 ได้ทั้งส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 ด้วยเครื่องมือด้านบน พร้อมอัตราและเพดานล่าสุดของปี 2569 กำหนดส่ง เงินเพิ่มเมื่อล่าช้า วิธียื่นผ่าน e-Service และคำตอบของคำถามที่นายจ้างเจอบ่อยที่สุด ทุกตัวเลขในหน้านี้อ้างอิงราชกิจจานุเบกษาและเอกสารทางการของสำนักงานประกันสังคมโดยตรง
แบบฟอร์มเปลี่ยนแล้วตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 สำนักงานประกันสังคมประกาศยกเลิกแบบ สปส.1-10 ฉบับปี 2561 และให้ใช้ฉบับใหม่แทน ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ไฟล์เก่าที่เซฟไว้ในเครื่องหรือที่สำนักงานบัญชีส่งให้ก่อนหน้านี้จึงใช้ไม่ได้แล้ว
แบบ สปส.1-10 คือแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบที่นายจ้างต้องยื่นทุกเดือน ประกอบด้วย 2 ส่วนที่ต้องยื่นพร้อมกันเสมอ
กิจการที่ยื่นรวมหลายสาขาในคราวเดียว มีแบบใบสรุปเพิ่มอีกหนึ่งใบคือ สปส.1-10/1 ซึ่งแยกยอดรายสาขา กิจการสาขาเดียวไม่ต้องใช้
คุณสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มเปล่าฉบับปัจจุบันได้จากไฟล์ทางการของสำนักงานประกันสังคม (PDF) หรือใช้เครื่องมือด้านบนกรอกและคำนวณให้อัตโนมัติ ปุ่ม PDF จะกรอกข้อมูลของคุณลงบนแบบฟอร์มทางการฉบับเดียวกันนี้ให้เลย ได้ไฟล์ สปส.1-10 ตัวจริงพร้อมยื่น หรือจะบันทึกเป็น Excel ก็ได้ ข้อมูลทุกอย่างประมวลผลในเบราว์เซอร์ของคุณ ไม่มีการส่งเลขบัตรประชาชนหรือเงินเดือนพนักงานออกไปที่ใดทั้งสิ้น
นายจ้างต้องส่งเงินสมทบประกันสังคม พร้อมยื่นแบบ สปส.1-10 ทั้งส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงินสมทบ เช่น เงินเดือนงวดสิงหาคม 2569 ต้องนำส่งภายในวันที่ 15 กันยายน 2569 หากพ้นกำหนด เงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 ทันที
หน้าที่นี้กำหนดไว้ในมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 นายจ้างหักเงินสมทบส่วนของลูกจ้างไว้ทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง แล้วนำส่งพร้อมเงินสมทบส่วนของนายจ้างในคราวเดียวกัน กฎหมายถือว่าลูกจ้างจ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง ความรับผิดชอบเรื่องนำส่งจึงอยู่ที่นายจ้างฝ่ายเดียว
ก่อนจะเข้าสู่วงจรยื่นรายเดือน กิจการที่เพิ่งมีลูกจ้างต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้าง ตามมาตรา 34 กิจการที่กำลังอยู่ระหว่างจดทะเบียนบริษัทหรือจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ควรเผื่อเวลาขั้นตอนนี้ไว้ด้วย เพราะเดดไลน์วันที่ 15 เริ่มเดินทันทีที่มีการจ่ายค่าจ้างงวดแรก
มีจุดที่เข้าใจผิดกันบ่อยอยู่ข้อหนึ่ง บางกิจการเงินหมุนไม่ทันเลยจ่ายเงินเดือนพนักงานช้ากว่ากำหนด แล้วเข้าใจว่ากำหนดส่งเงินสมทบเลื่อนตามไปด้วย ความจริงคือไม่เลื่อน มาตรา 47 ระบุว่าถ้านายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดเวลาที่ต้องจ่าย ให้นายจ้างมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบโดยถือเสมือนว่ามีการจ่ายค่าจ้างแล้ว เดดไลน์วันที่ 15 จึงเดินหน้าตามงวดค่าจ้างเดิมเสมอ ไม่ว่าเงินเดือนจะออกจริงวันไหน
คำว่าเดือนที่หักเงินสมทบ หมายถึงเดือนของงวดค่าจ้าง ไม่ใช่เดือนที่เดินไปยื่นแบบ กิจการที่จ่ายค่าจ้างเดือนละหลายงวด เช่น จ่ายทุกวันที่ 15 และสิ้นเดือน ให้รวมค่าจ้างทุกงวดของเดือนนั้นเป็นยอดเดียวของลูกจ้างแต่ละคน แล้วยื่นแบบเดียวต่อเดือน
มีข้อยกเว้นเดียวที่เป็นคุณกับนายจ้าง กิจการที่ยื่นแบบผ่านระบบ e-Service และชำระผ่าน e-Payment มีประกาศกระทรวงแรงงานขยายกำหนดเวลาให้อีก 7 วันทำการนับจากวันที่ 15 มาตรการนี้ต่ออายุต่อเนื่องมาหลายปี รอบปัจจุบันครอบคลุมค่าจ้างงวดเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2569 เช่น งวดเดือนมกราคม 2569 ชำระผ่าน e-Payment ได้ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ส่วนการยื่นกระดาษไม่ได้สิทธินี้ ต้องจบภายในวันที่ 15 ตามปกติ
ปี 2569 ประกันสังคมมาตรา 33 หักจากค่าจ้างในอัตรา 5% ทั้งฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้าง โดยฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณต่ำสุดเดือนละ 1,650 บาท และสูงสุดเดือนละ 17,500 บาท ตามเพดานใหม่ที่เริ่มใช้ 1 มกราคม 2569 เงินสมทบสูงสุดจึงเป็นฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน ไม่ใช่ 750 บาทแบบเดิมอีกต่อไป
ตัวเลขนี้มาจากกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 12 ธันวาคม 2568 และมีผลตั้งแต่งวดค่าจ้างเดือนมกราคม 2569 เป็นต้นมา
เพดานเพิ่งเปลี่ยนเมื่อต้นปี 2569 บทความ ตารางเงินเดือน และเครื่องคิดเลขออนไลน์จำนวนมากจึงยังแสดงเพดานเก่า 15,000 บาทกับยอดหักสูงสุด 750 บาทอยู่ แม้แต่หน้าข้อมูลบางหน้าในเว็บหน่วยงานราชการเองก็ยังไม่ได้ปรับ วิธีเช็กง่ายที่สุดคือดูว่าแหล่งนั้นพูดถึงเลข 17,500 กับ 875 หรือยัง ถ้ายังเจอ 750 อยู่แปลว่าเป็นข้อมูลก่อนปี 2569 คำนวณตามแล้วยอดจะขาด ต้องมาตามจ่ายส่วนต่างพร้อมเงินเพิ่มภายหลัง
| เงินเดือนลูกจ้าง | ฐานที่ใช้คำนวณ | หักลูกจ้าง 5% | นายจ้างสมทบ 5% |
|---|---|---|---|
| ไม่มีค่าจ้างเดือนนั้น | 0 | 0 | 0 |
| 1,200 บาท (ต่ำกว่าขั้นต่ำ) | 1,650 | 83 | 83 |
| 10,000 บาท | 10,000 | 500 | 500 |
| 15,000 บาท | 15,000 | 750 | 750 |
| 17,500 บาทขึ้นไป | 17,500 | 875 | 875 |
เศษสตางค์ของเงินสมทบแต่ละคน ถ้าถึง 50 สตางค์ให้ปัดขึ้นเป็น 1 บาท ต่ำกว่านั้นปัดทิ้ง ตามมาตรา 46 เช่น เงินเดือน 9,750.50 บาท คูณ 5% ได้ 487.525 บาท เศษ 52.5 สตางค์ถึงเกณฑ์ปัดขึ้น นำส่งจริง 488 บาท และลูกจ้างที่มีชื่อแต่ไม่มีค่าจ้างในเดือนนั้น ยังต้องกรอกชื่อลงในแบบ โดยใส่ค่าจ้างและเงินสมทบเป็น 0 ไม่ใช่คิดที่ขั้นต่ำ 1,650 บาท
| ช่วงเวลา | ฐานต่ำสุด/เดือน | เพดานสูงสุด/เดือน | เงินสมทบสูงสุดฝ่ายละ |
|---|---|---|---|
| 1 ม.ค. 2569 ถึง 31 ธ.ค. 2571 | 1,650 | 17,500 | 875 |
| 1 ม.ค. 2572 ถึง 31 ธ.ค. 2574 | 1,650 | 20,000 | 1,000 |
| ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2575 | 1,650 | 23,000 | 1,150 |
อีกเรื่องที่ควรรู้ อัตรา 5% ไม่ใช่ตัวเลขถาวร มาตรา 46/1 ให้อำนาจรัฐมนตรีลดอัตราเงินสมทบเป็นการชั่วคราวได้คราวละไม่เกิน 6 เดือนในกรณีเกิดภัยพิบัติร้ายแรงที่กระทบเศรษฐกิจ นี่คือเหตุผลที่ช่วงโควิดหลายเดือนหักไม่ถึง 5% ถ้าปีไหนมีประกาศลดอัตรา ให้ยึดอัตราตามประกาศของงวดนั้น
สมมติกิจการมีพนักงาน 4 คน เงินเดือนงวดสิงหาคม 2569 เป็นดังนี้ พนักงาน ก เงินเดือน 18,500 บาท พนักงาน ข 12,000 บาท พนักงาน ค 1,200 บาท และพนักงาน ง 9,750 บาท ลองไล่คำนวณทีละคน
รวมเงินสมทบฝ่ายลูกจ้าง 875 + 600 + 83 + 488 เท่ากับ 2,046 บาท นายจ้างสมทบอีกเท่ากันคือ 2,046 บาท ยอดนำส่งทั้งสิ้น 4,092 บาท เขียนตัวอักษรว่าสี่พันเก้าสิบสองบาทถ้วน ส่วนช่องเงินค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณของส่วนที่ 1 คือผลรวมของฐาน 17,500 + 12,000 + 1,650 + 9,750 เท่ากับ 40,900 บาท ขณะที่ค่าจ้างจ่ายจริงรวมในส่วนที่ 2 คือ 41,450 บาท สองยอดนี้ไม่เท่ากันและไม่ผิด เพราะมีคนเกินเพดานหนึ่งคนและต่ำกว่าขั้นต่ำหนึ่งคน
สังเกตอีกจุดหนึ่ง ถ้าเอาฐานรวม 40,900 คูณ 5% ตรง ๆ จะได้ 2,045 บาท แต่ยอดที่ถูกต้องคือ 2,046 บาท เพราะกฎหมายให้ปัดเศษสตางค์เป็นรายคน ไม่ใช่ปัดที่ยอดรวม ผลรวมของรายคนจึงอาจต่างจากการคูณยอดรวมอยู่ 1 ถึง 2 บาทเป็นเรื่องปกติ อย่าฝืนแก้ตัวเลขให้ลงตัว
เงินสมทบสองฝั่งนี้ไปคนละทางในทางภาษี ฝั่งนายจ้าง 2,046 บาทเป็นรายจ่ายของกิจการที่นำไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ส่วนฝั่งลูกจ้างที่ถูกหักไว้ ลูกจ้างนำไปใช้เป็นค่าลดหย่อนตอนคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของตัวเองปลายปี
แบบ สปส.1-10 ฉบับปัจจุบันมีจุดที่คนกรอกผิดบ่อยอยู่ 3 จุด คือใช้ยอดค่าจ้างผิดตัวในส่วนที่ 1 ลืมลูกจ้างที่ไม่มีค่าจ้าง และกรอกเลขบัตรคนต่างด้าวผิดช่อง ทำตามขั้นตอนนี้จะไม่พลาด
เครื่องมือด้านบนของหน้านี้ทำขั้นตอนที่ 3 ถึง 7 ให้อัตโนมัติ วางรายชื่อจาก Excel ได้ทั้งตาราง หรืออัปโหลดไฟล์ .xlsx และ .csv ทั้งไฟล์ก็ได้ ระบบหาคอลัมน์เลขบัตร ชื่อ และค่าจ้างให้เอง ระบบตรวจเลขบัตรประชาชน คำนวณตามเพดานของงวดที่เลือก ปัดเศษตามกฎหมาย แยกยอดฐานคำนวณกับค่าจ้างจริงให้ถูกช่องเอง และถ้าลูกจ้างเกิน 10 คน ระบบแบ่งส่วนที่ 2 เป็นแผ่นละ 10 รายชื่อพร้อมเลขแผ่นกำกับ เช่น แผ่นที่ 2 ใน 3 แผ่น ให้เองทั้งในไฟล์ PDF และ Excel โดยไฟล์ PDF ที่ได้คือแบบฟอร์มทางการของสำนักงานประกันสังคมที่กรอกข้อมูลครบแล้ว ไม่ใช่ตารางที่ทำเลียนแบบ ถ้าอยากได้เครื่องมือฟรีตัวอื่นของเรา ดูได้ที่หน้ารวมเครื่องมือ
นายจ้างไม่ต้องเดินไปสำนักงานประกันสังคมทุกเดือน ระบบ e-Service ของ สปส. รองรับการยื่นแบบและส่งเงินสมทบออนไลน์เต็มรูปแบบ ฐานทางกฎหมายคือมาตรา 47 ฉบับแก้ไข 2558 ที่ให้ยื่นรายการตามแบบและวิธีการที่เลขาธิการประกาศกำหนด ซึ่งครอบคลุมช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
แบบคำขอสำหรับสมัครใช้ระบบครั้งแรกคือ สปส.1-05 คำขอทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ดาวน์โหลดได้จากคลังแบบฟอร์มของเราซึ่งลิงก์ตรงไปไฟล์ต้นฉบับของ สปส. ข้อควรระวังคือการสมัครและการอนุมัติ user ใช้เวลา อย่ารอไปสมัครวันที่ 14 ของเดือนที่ต้องส่ง ข้อดีอีกอย่างของช่องทางออนไลน์คือเรื่องเส้นตาย ยื่นแบบผ่าน e-Service และชำระผ่าน e-Payment ได้เวลาเพิ่มอีก 7 วันทำการนับจากวันที่ 15 ตามประกาศกระทรวงแรงงานที่ครอบคลุมค่าจ้างงวดปี 2569 ขณะที่การยื่นกระดาษต้องจบภายในวันที่ 15 ตามปกติ พ้นกำหนดของช่องทางที่ใช้เมื่อไหร่ เงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนจึงเริ่มนับ
สำหรับกิจการที่ใช้โปรแกรมเงินเดือนอยู่แล้ว โปรแกรมส่วนใหญ่สร้างไฟล์ข้อมูลเงินสมทบสำหรับอัปโหลดเข้า e-Service ได้โดยตรง ส่วนกิจการเล็กที่ทำเงินเดือนด้วย Excel เครื่องมือในหน้านี้ช่วยเตรียมรายการและตัวเลขให้ครบก่อน แล้วคีย์ตามในระบบได้เร็วขึ้นมาก เพราะทุกยอดถูกคำนวณและปัดเศษมาให้ตรงตามเกณฑ์แล้ว
เอกสารที่มักทำคู่กันในงวดเงินเดือนเดียวกันมีอีก 2 อย่าง คือใบสำคัญจ่ายสำหรับบันทึกการจ่ายเงินเดือนเข้าบัญชี และหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิสำหรับพนักงานที่ถูกหักภาษีจากเงินเดือน ทั้งสองอย่างมีเครื่องมือฟรีให้ใช้เหมือนหน้านี้
เรื่องที่นายจ้างส่วนใหญ่ไม่รู้และแทบไม่มีใครอธิบาย กฎหมายแยกความผิด 2 เรื่องออกจากกันชัดเจน เงินไปช้าเป็นเรื่องหนึ่ง แบบรายการไปช้าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และโทษต่างกันคนละโลก
เงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้าง นับจากวันที่ 16 เป็นต้นไป ตามมาตรา 49 และฉบับแก้ไขปี 2558 ใส่เพดานไว้ให้ด้วยว่า เงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกินจำนวนเงินสมทบที่ต้องจ่าย ค้างนานแค่ไหนเงินเพิ่มก็ไม่มีทางเกินเท่าตัวของยอดค้าง
ไม่ยื่นแบบ สปส.1-10 ภายในกำหนด มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 97 ฉบับแก้ไขปี 2558 คำเตือนข้อนี้พิมพ์อยู่ท้ายแบบ สปส.1-10 ทุกใบ
บทเรียนที่ใช้ได้จริง เดือนไหนเงินสดตึงมือ ให้ยื่นแบบ สปส.1-10 ให้ทันวันที่ 15 ก่อนเสมอ แล้วค่อยตามจ่ายเงินสมทบพร้อมเงินเพิ่ม 2% การยื่นแบบตรงเวลาแม้เงินยังไม่พร้อม เปลี่ยนสถานะจากคดีอาญาให้เหลือแค่ดอกเบี้ยค้างจ่าย
ใช้ตัวเลขจากบริษัทตัวอย่างข้างต้นที่มียอดนำส่งเดือนละ 4,092 บาท เงินเพิ่มคิดร้อยละ 2 ต่อเดือนของยอดค้าง เท่ากับเดือนละ 81.84 บาท ค้าง 1 เดือนจ่ายเพิ่มราว 82 บาท ค้าง 3 เดือนราว 246 บาท ค้าง 1 ปีราว 982 บาท ฟังดูไม่มากสำหรับกิจการเล็ก แต่ค้างสะสมหลายงวดหลายปียอดจะทบขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเดือน
ข่าวดีอย่างเดียวของคนที่ค้างมานานคือเพดานในกฎหมายฉบับแก้ไข 2558 เงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกินจำนวนเงินสมทบที่ต้องจ่าย ต่อให้ค้างงวดเดิมไป 10 ปี เงินเพิ่มของงวดนั้นก็หยุดที่ 4,092 บาท เท่ากับยอดค้างพอดี ไม่บานปลายไปกว่านั้น อีกจุดที่หลายเว็บเขียนไม่ตรง คือเกณฑ์นับเศษของเดือนแบบ 15 วันปัดขึ้นเป็นหนึ่งเดือน เกณฑ์นั้นเป็นของผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่ส่งเงินสมทบเอง ไม่ใช่ของนายจ้าง มาตรา 49 ซึ่งเป็นข้อที่ใช้กับนายจ้างไม่มีข้อความนี้ แต่มีเพดานไม่เกินยอดเงินสมทบแทน
สองข้อสังเกตเพิ่มเติมเพื่อความแม่นยำ ข้อแรก เงินเพิ่ม 2% คิดจากจำนวนเงินสมทบที่ยังมิได้นำส่งทั้งก้อน คือรวมทั้งส่วนที่หักจากลูกจ้างและส่วนของนายจ้าง ไม่ใช่คิดจากครึ่งเดียว ข้อสอง โทษอาญาอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ที่มาตรา 96 สำหรับนายจ้างที่ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนหรือไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงภายในกำหนด โทษเท่ากันคือจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท และถ้ายังฝ่าฝืนต่อเนื่อง ปรับเพิ่มอีกวันละไม่เกิน 5,000 บาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
อีกเรื่องที่โทษแรงคือการแจ้งค่าจ้างต่ำกว่าความจริงเพื่อให้เงินสมทบถูกลง ท้ายแบบระบุชัดว่าเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ มีความผิดตามกฎหมาย อย่าเสี่ยงเด็ดขาด
กรณีลูกจ้างทำงานหลายที่พร้อมกัน มาตรา 46 และ 48 กำหนดให้นายจ้างแต่ละรายคำนวณเงินสมทบจากค่าจ้างที่ตนจ่ายแยกกันคนละแบบ ไม่ต้องรวมรายได้จากที่อื่นและไม่ต้องประสานกับนายจ้างรายอื่น ต่างคนต่างหักตามฐานของตัวเอง
กองทุนเงินทดแทน คือกองทุนแยกต่างหากจากกองทุนประกันสังคม ใช้ดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน นายจ้างจ่ายฝ่ายเดียว ลูกจ้างไม่ถูกหักสมทบ อัตราอยู่ระหว่าง 0.2% ถึง 1.0% ของค่าจ้าง ตามความเสี่ยงของประเภทกิจการ และเรียกเก็บปีละ 2 ครั้ง ไม่ใช่รายเดือน
ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณกองทุนเงินทดแทนคิดต่อคนไม่เกิน 240,000 บาทต่อปี โดย สปส. จะประเมินเงินสมทบต้นปีจากประมาณการค่าจ้าง แล้วปรับตามค่าจ้างจริงภายหลัง หลักการคิดและช่วงอัตรา 0.2% ถึง 1.0% ตามประเภทกิจการ อ่านได้จากหน้าเงินสมทบของสำนักงานประกันสังคม ส่วนอัตราของกิจการคุณโดยเฉพาะ ให้ดูจากหนังสือแจ้งประเมินที่ สปส. ส่งให้ สรุปสั้นที่สุด นายจ้างมีภาระ 2 ก้อนแยกกัน เงินสมทบ 5% ทุกเดือนผ่าน สปส.1-10 และกองทุนเงินทดแทนปีละ 2 งวด อย่าจ่ายก้อนหนึ่งแล้วเข้าใจว่าครบทั้งคู่
วิธีจำง่ายที่สุดคือดูว่าเหตุเกิดจากงานหรือไม่ กองทุนเงินทดแทนดูแลเฉพาะกรณีที่เกิดเนื่องจากการทำงาน ส่วนเงินสมทบรายเดือนที่หักผ่าน สปส.1-10 เข้ากองทุนประกันสังคม ซึ่งมาตรา 54 กำหนดประโยชน์ทดแทนไว้ 7 กรณี ได้แก่ ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยนอกงาน คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน เงิน 5% ที่ลูกจ้างถูกหักทุกเดือนจึงเป็นทั้งค่ารักษา เงินเกษียณ และเงินชดเชยตอนตกงานของเขาเอง อธิบายให้พนักงานฟังแบบนี้ เสียงบ่นเรื่องถูกหักเงินจะน้อยลงมาก
สำหรับนายจ้าง เรื่องที่ต้องทำทุกเดือนเกี่ยวข้องกับมาตรา 33 เท่านั้น อีกสองมาตราเป็นเรื่องที่ลูกจ้างหรืออดีตลูกจ้างจัดการเองโดยตรงกับ สปส.
| มาตรา | คือใคร | ใครจ่าย | นายจ้างต้องทำอะไร |
|---|---|---|---|
| 33 | ลูกจ้างในสถานประกอบการ | ลูกจ้าง 5% นายจ้าง 5% และรัฐร่วมสมทบ | หัก นำส่ง และยื่น สปส.1-10 ทุกเดือน |
| 39 | อดีตลูกจ้างที่สมัครส่งต่อเอง | ผู้ประกันตนกับรัฐ | ไม่มีหน้าที่ |
| 40 | ผู้ประกอบอาชีพอิสระ | ผู้ประกันตนกับรัฐ | ไม่มีหน้าที่ |
จุดที่เจอบ่อยคือพนักงานลาออกแล้วถามนายจ้างเรื่องมาตรา 39 คำตอบคือเป็นสิทธิที่อดีตลูกจ้างไปสมัครเองภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หน้าที่ของนายจ้างมีเพียงแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนให้ตรงเวลาเท่านั้น
บริการทำบัญชีรายเดือนของซิมเปิล บาลานซ์ ครอบคลุมงานประกันสังคมครบวงจร คำนวณเงินสมทบตามเพดานปัจจุบัน ยื่น สปส.1-10 ผ่าน e-Service ให้ตรงเวลาทุกเดือน แจ้งพนักงานเข้าออก และเตือนก่อนเส้นตายเสมอ คุณไม่ต้องจำวันที่ 15 อีกต่อไป
ปรึกษาฟรีทางแชทเงินเพิ่มคิดร้อยละ 2 ต่อเดือนของยอดที่ค้าง นับจากวันที่ 16 ของเดือนที่ต้องนำส่ง กฎหมายฉบับปัจจุบันไม่ได้กำหนดวิธีนับเศษของเดือนไว้ในมาตรา 49 แล้ว และมีเพดานคุ้มครองว่าเงินเพิ่มสะสมทั้งหมดต้องไม่เกินจำนวนเงินสมทบที่ค้างจ่ายนั้นเอง
ควรยื่นแบบให้ทันวันที่ 15 เสมอ เพราะการไม่ยื่นแบบภายในกำหนดมีโทษอาญา จำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท ส่วนการจ่ายเงินช้ามีเพียงเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือน ยื่นแบบก่อนแล้วตามจ่ายทีหลังจึงเสี่ยงน้อยกว่ามาก
ใช้ฐานขั้นต่ำ 1,650 บาทในการคำนวณ ได้เงินสมทบ 82.50 บาท ปัดเป็น 83 บาททั้งฝ่ายลูกจ้างและนายจ้าง แต่ในช่องค่าจ้างของส่วนที่ 2 ให้กรอกค่าจ้างที่จ่ายจริงคือ 1,200 บาท
ต้องลง คำชี้แจงท้ายแบบกำหนดให้กรอกชื่อผู้ประกันตนที่ไม่มีค่าจ้างด้วย โดยใส่ช่องค่าจ้างและเงินสมทบเป็น 0 ห้ามตัดชื่อออกจากแบบ
กรอกเลขที่บัตรประกันสังคมของลูกจ้างต่างด้าวลงในช่องเลขประจำตัวประชาชนของส่วนที่ 2 ตามคำชี้แจงท้ายแบบ สปส.1-10
ใช้ไม่ได้ ประกาศสำนักงานประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่ลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ยกเลิกแบบฉบับปี 2561 และให้ใช้แบบใหม่ตั้งแต่งวด 1 มกราคม 2569 ควรดาวน์โหลดฉบับปัจจุบันจาก สปส. หรือใช้เครื่องมือในหน้านี้
แบบส่วนที่ 2 บรรจุได้แผ่นละ 10 รายชื่อ พนักงาน 25 คนจึงใช้ 3 แผ่น และต้องระบุเลขแผ่นกำกับ เช่น แผ่นที่ 1 ใน 3 แผ่น
ใช้ถึง 31 ธันวาคม 2571 จากนั้นเพดานขยับเป็น 20,000 บาทช่วงปี 2572 ถึง 2574 และเป็น 23,000 บาทตั้งแต่ 1 มกราคม 2575 ตามกฎกระทรวงปี 2568 ฐานขั้นต่ำ 1,650 บาทคงเดิมทุกช่วง
ไม่จำเป็น สองช่องนี้เป็นคนละตัวเลขโดยเจตนาของแบบ ส่วนที่ 2 กรอกค่าจ้างที่จ่ายจริง ส่วนที่ 1 กรอกเงินค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณ ซึ่งถูกปรับเข้าเกณฑ์ขั้นต่ำ 1,650 และเพดาน 17,500 แล้ว ถ้ามีลูกจ้างเงินเดือนเกินเพดานหรือต่ำกว่าขั้นต่ำแม้คนเดียว สองยอดนี้จะต่างกันทันทีและถือว่าถูกต้อง
ไม่ได้ มาตรา 47 กำหนดว่าแม้นายจ้างยังไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด ก็ต้องนำส่งเงินสมทบโดยถือเสมือนว่าจ่ายค่าจ้างแล้ว เส้นตายวันที่ 15 ของเดือนถัดจากงวดค่าจ้างจึงไม่เลื่อนตามวันจ่ายเงินจริง
อ้างอิง พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 46 47 48 49 96 97 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนที่ 53 ก หน้า 1 วันที่ 22 มิถุนายน 2558 อ่านฉบับรวมแก้ไขถึงฉบับที่ 4 ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, กฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 พ.ศ. 2568 ราชกิจจานุเบกษา 12 ธันวาคม 2568, ประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่องกำหนดแบบรายการฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนพิเศษ 405 ง, ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบและการนำส่งเงินสมทบผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ฉบับที่ครอบคลุมค่าจ้างงวดปี 2569 และข้อมูลเงินสมทบและการชำระเงิน สำนักงานประกันสังคม ตรวจสอบข้อกฎหมายล่าสุด 2 กันยายน 2569