ค่าใช้จ่าย คือเงินที่ธุรกิจชำระไปเพื่อให้กิจการดำเนินต่อไปได้ในแต่ละวัน ตั้งแต่ค่าเช่าสำนักงาน เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ไปจนถึงค่าโฆษณา ค่าใช้จ่าย (Expenses) เป็นหนึ่งในรายการหลักของงบกำไรขาดทุน และเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดว่าธุรกิจจะมีกำไรสุทธิเท่าไหร่ จากข้อมูลของกรมสรรพากร ธุรกิจ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี มีสิทธิเสียภาษีในอัตราพิเศษ แต่ต้องแยกค่าใช้จ่ายทางบัญชีกับค่าใช้จ่ายทางภาษีให้ถูกต้อง ไม่งั้นอาจเสียภาษีเกินจริง
- ค่าใช้จ่ายคือเงินที่ธุรกิจจ่ายเพื่อดำเนินกิจการ เช่น ค่าเช่า เงินเดือน ค่าโฆษณา
- แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก: ค่าใช้จ่ายในการขาย และค่าใช้จ่ายในการบริหาร
- ค่าใช้จ่ายทางบัญชีไม่เท่ากับค่าใช้จ่ายทางภาษี — บางรายการหักภาษีไม่ได้ (ค่าใช้จ่ายต้องห้าม)
- ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีเท่าไหร่ กำไรสุทธิยิ่งสูง โดยไม่ต้องเพิ่มยอดขาย
- ต้องมีหลักฐานครบ (ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี) จึงจะนำมาหักภาษีได้
ความหมายของค่าใช้จ่ายตามหลักบัญชี
ค่าใช้จ่าย ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน NPAEs (มาตรฐานสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ — คือมาตรฐานบัญชีที่ SME ส่วนใหญ่ใช้) หมายถึง การลดลงของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในรอบระยะเวลาบัญชี ในรูปของเงินที่จ่ายออกไป สินทรัพย์ที่ลดลง หรือหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ส่วนของเจ้าของลดลง
แปลง่ายๆ คือ ทุกบาทที่ธุรกิจจ่ายออกไปเพื่อให้กิจการเดินต่อได้ ถือเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าร้าน เงินเดือนพนักงาน ค่าไฟฟ้า หรือค่าจ้างสำนักงานบัญชี
ค่าใช้จ่ายเป็นรายการหนึ่งในงบกำไรขาดทุน ซึ่งเป็นงบการเงินที่แสดงผลการดำเนินงานของธุรกิจในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี สูตรคำนวณกำไรสุทธิคือ
รายได้ − ต้นทุนขาย − ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน = กำไรสุทธิ
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจมียอดขาย 5 ล้านบาทต่อปี มีต้นทุนขาย 3 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 1.2 ล้านบาท กำไรสุทธิก่อนภาษีจะเท่ากับ 800,000 บาท (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ กำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี)
ค่าใช้จ่าย กับ ต้นทุนขาย ต่างกันอย่างไร
หลายคนสับสนระหว่าง “ค่าใช้จ่าย” กับ “ต้นทุนขาย” เพราะทั้งสองอย่างเป็นเงินที่ธุรกิจจ่ายออกไป แต่ในทางบัญชีต่างกันชัดเจน
| ต้นทุนขาย (COGS) | ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (OPEX) | |
|---|---|---|
| ความหมาย | เงินที่จ่ายเพื่อซื้อหรือผลิตสินค้าที่ขาย | เงินที่จ่ายเพื่อดำเนินกิจการในแต่ละวัน |
| ตัวอย่าง | ค่าวัตถุดิบ ค่าจ้างแรงงานผลิต ค่าขนส่งสินค้าเข้า | ค่าเช่า เงินเดือนฝ่ายบริหาร ค่าโฆษณา |
| เปลี่ยนตามยอดขาย | ใช่ — ขายมากต้นทุนสูง | ไม่จำเป็น — จ่ายเท่าเดิมไม่ว่าขายได้เท่าไหร่ |
| ตำแหน่งในงบกำไรขาดทุน | หักจากรายได้เป็นลำดับแรก | หักหลังจากได้กำไรขั้นต้นแล้ว |
ตัวอย่าง: ร้านขายเสื้อผ้าซื้อเสื้อจากโรงงานตัวละ 200 บาท เพื่อขายตัวละ 500 บาท ค่าเสื้อ 200 บาทคือ “ต้นทุนขาย” แต่ค่าเช่าร้าน 15,000 บาทต่อเดือนคือ “ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน” เพราะต้องจ่ายทุกเดือนไม่ว่าจะขายเสื้อได้กี่ตัว
ประเภทของค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน
ตามประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD — หน่วยงานที่ดูแลเรื่องจดทะเบียนบริษัทและงบการเงิน) พ.ศ. 2566 ว่าด้วยรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน ค่าใช้จ่ายดำเนินงานแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก
ค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expenses)
คือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการนำสินค้าหรือบริการไปถึงมือลูกค้า ตัวอย่างเช่น
- ค่าขนส่งสินค้าถึงลูกค้า — ค่าส่ง Kerry Flash หรือไปรษณีย์
- ค่าคอมมิชชั่นพนักงานขาย — เงินที่จ่ายตามยอดขาย
- ค่าโฆษณาและส่งเสริมการขาย — ค่ายิงโฆษณาออนไลน์ ค่าแจกตัวอย่างสินค้า
- ค่าบรรจุหีบห่อ — กล่อง ถุง วัสดุห่อ
- เงินเดือนฝ่ายขาย — เงินเดือนพนักงานที่ทำหน้าที่ขายโดยตรง
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Administrative Expenses)
คือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการธุรกิจโดยรวม ตัวอย่างเช่น
- ค่าเช่าสำนักงาน — ค่าเช่ารายเดือนหรือรายปี
- เงินเดือนฝ่ายบริหาร ฝ่ายบัญชี ฝ่ายบุคคล — คนที่ไม่ได้ขายโดยตรง
- ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต — สาธารณูปโภคทั้งหมด
- ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์สำนักงาน — คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ เฟอร์นิเจอร์
- ค่าจ้างสำนักงานบัญชี ค่าสอบบัญชี — ค่าจ้างผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายอีกประเภทที่สำคัญคือ ต้นทุนทางการเงิน เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าธรรมเนียมธนาคาร ซึ่งแสดงแยกอีกบรรทัดในงบกำไรขาดทุน (ตามประกาศ DBD พ.ศ. 2566 กำหนดรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน มีผลรอบบัญชีเริ่ม 1 ม.ค. 2567)
ค่าใช้จ่ายทางบัญชี กับ ค่าใช้จ่ายทางภาษี
จุดที่ SME ต้องระวังมากที่สุดคือ ค่าใช้จ่ายทางบัญชีไม่เท่ากับค่าใช้จ่ายทางภาษีเสมอไป
ค่าใช้จ่ายทางบัญชี คือค่าใช้จ่ายทุกรายการที่บันทึกตามหลักบัญชี ตามมาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับกิจการที่ไม่ใช่บริษัทมหาชน)
ค่าใช้จ่ายทางภาษี คือค่าใช้จ่ายที่กรมสรรพากรยอมให้นำมาหักจากรายได้เพื่อคำนวณกำไรสุทธิสำหรับเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งอัตราทั่วไปอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 และพระราชกฤษฎีกาฯ)
ค่าใช้จ่ายบางรายการบันทึกในบัญชีได้ แต่นำมาหักภาษีไม่ได้ เรียกว่า “ค่าใช้จ่ายต้องห้าม” (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี) ตัวอย่างเช่น
- ค่าปรับจราจร ค่าปรับภาษี — จ่ายจริงแต่หักภาษีไม่ได้
- เงินบริจาคเกินกว่า 2% ของกำไรสุทธิ — ส่วนที่เกินหักไม่ได้
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของ ที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ
- ค่ารับรอง (เลี้ยงลูกค้า) เกินกว่า 0.3% ของรายได้ หรือเกิน 10 ล้านบาท
ตัวอย่าง: บริษัทมีค่าใช้จ่ายทางบัญชีทั้งปี 2 ล้านบาท แต่ในจำนวนนี้มีค่าปรับจราจร 5,000 บาท และค่าบริจาคส่วนเกิน 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายทางภาษีที่หักได้จริงคือ 1,975,000 บาท ส่วนต่าง 25,000 บาทต้อง “บวกกลับ” เข้าไปในกำไรเพื่อคำนวณภาษี
ตัวอย่างค่าใช้จ่ายสำหรับธุรกิจ SME
ธุรกิจขนาดเล็กที่มียอดขายประมาณ 3-5 ล้านบาทต่อปี มักมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานหลักๆ ดังนี้
| รายการค่าใช้จ่าย | ตัวอย่างจำนวนเงินต่อเดือน |
|---|---|
| ค่าเช่าสำนักงานหรือร้านค้า | 10,000 – 30,000 บาท |
| เงินเดือนพนักงาน (3 คน) | 45,000 – 75,000 บาท |
| ค่าประกันสังคม (สมทบ 5%) | 2,250 – 3,750 บาท |
| ค่าน้ำ ค่าไฟ อินเทอร์เน็ต | 3,000 – 8,000 บาท |
| ค่าจ้างสำนักงานบัญชี | 3,000 – 8,000 บาท |
| ค่าโฆษณาออนไลน์ | 5,000 – 20,000 บาท |
| ค่าขนส่ง | 2,000 – 10,000 บาท |
จากตัวอย่างข้างต้น ค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 70,000 – 155,000 บาท หรือปีละ 840,000 – 1,860,000 บาท ตัวเลขเหล่านี้สำคัญเวลาปิดงบการเงินประจำปี เพราะจะส่งผลต่อกำไรสุทธิที่ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (ตามพ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและปิดงบการเงินทุกรอบบัญชี)
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องค่าใช้จ่าย
จากประสบการณ์ของเรา ปัญหาที่เจ้าของธุรกิจเจอบ่อยที่สุดเรื่องค่าใช้จ่ายมี 4 ข้อ
ไม่เก็บหลักฐานค่าใช้จ่าย
จ่ายเงินแต่ไม่มีใบเสร็จหรือใบกำกับภาษี ทำให้ไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายไปหักภาษีได้ ผลคือต้องเสียภาษีจากกำไรที่สูงกว่าความเป็นจริง ค่าใช้จ่ายทุกรายการต้องมีหลักฐานที่กรมสรรพากรยอมรับ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือหลักฐานการโอนเงิน
ปนค่าใช้จ่ายส่วนตัวกับธุรกิจ
เอาค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทางที่ไม่เกี่ยวกับงาน มาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายธุรกิจ ถ้าถูกสรรพากรตรวจสอบ จะถูกปรับเบี้ยภาษีย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) ค่าใช้จ่ายส่วนตัวเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม)
ไม่แยกต้นทุนขายกับค่าใช้จ่ายดำเนินงาน
บันทึกทุกอย่างรวมเป็นตัวเลขก้อนเดียว ทำให้คำนวณกำไรขั้นต้นไม่ได้ และวิเคราะห์ไม่ออกว่าธุรกิจมีปัญหาตรงไหน — ต้นทุนสินค้าแพงเกินไป หรือค่าใช้จ่ายบริหารบานปลาย
ไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายไหนหักภาษีไม่ได้
บันทึกค่าใช้จ่ายต้องห้ามเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี เช่น นำค่าปรับหรือค่าบริจาคส่วนเกินมาหักภาษี ทำให้ยื่นภาษีไม่ครบ ถูกเรียกเก็บย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ
ค่าใช้จ่ายยุ่งยาก แยกบัญชีกับภาษีไม่ถูก ให้เราจัดการให้ → ปรึกษาฟรีผ่าน Messenger
โทรปรึกษา: 092-853-5600
ดูรีวิวจากลูกค้าของเรา → Google Business Profile
ติดตาม Simple Balance → Facebook Page






