หน้าแรก Glossary รายได้ คืออะไร

รายได้ คืออะไร

อ่าน 9 นาที อัปเดต: พฤษภาคม 2569

รายได้ (Revenue) คือเงินที่ธุรกิจได้รับจากการขายสินค้าหรือให้บริการในรอบบัญชีหนึ่ง ๆ ก่อนหักต้นทุนและค่าใช้จ่าย แสดงอยู่ที่บรรทัดบนสุดของงบกำไรขาดทุน

รายได้ (Revenue) คือเงินที่ธุรกิจของคุณได้มาจากการขายสินค้าหรือให้บริการในรอบบัญชี เป็นตัวเลขบรรทัดแรกของงบกำไรขาดทุน (Income Statement) ที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นคำนวณกำไร ทุกรอบปิดงบการเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD — หน่วยงานที่ดูแลเรื่องจดทะเบียนบริษัทและรับงบการเงิน) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลแยกรายได้ออกเป็น รายได้จากการขายและบริการ กับ รายได้อื่น

  • รายได้ คือเงินที่ธุรกิจได้จากการขายสินค้าหรือบริการ แสดงบรรทัดบนสุดของงบกำไรขาดทุน
  • แบ่งเป็น 2 กลุ่มตามประกาศ DBD คือ รายได้จากการขายและบริการ กับ รายได้อื่น (ดอกเบี้ย ค่าเช่า เงินปันผล)
  • บริษัทต้องใช้เกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) บันทึกรายได้ตอนส่งมอบงาน ไม่ใช่ตอนที่รับเงิน
  • รายได้ไม่ใช่กำไร ต้องหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายก่อนจึงได้กำไรสุทธิ
  • การรับรู้รายได้ผิดเวลา เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้งบการเงินถูกกรมสรรพากรตรวจย้อนหลัง

ประเภทของรายได้ — แบ่งตามประกาศ DBD ฉบับ พ.ศ. 2566

ประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง กำหนดรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน พ.ศ. 2566 (มีผลบังคับใช้กับรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลัง 1 มกราคม 2567) กำหนดให้นิติบุคคลไทยต้องแยกรายได้ออกเป็น 2 กลุ่มหลัก

1. รายได้จากการขายและบริการ คือรายได้จากกิจกรรมหลักของธุรกิจ สิ่งที่ลูกค้าจ่ายเพื่อได้สินค้าหรือบริการจากกิจการของคุณ แบ่งออกเป็น

  • ยอดขาย (Sales) — รายได้จากการขายสินค้าที่จับต้องได้ เช่น ร้านค้าออนไลน์ขายเสื้อผ้า โรงงานขายอะไหล่ ร้านอาหารขายข้าวกล่อง
  • รายได้ค่าบริการ (Service Revenue) — รายได้จากการให้บริการ เช่น สำนักงานบัญชีคิดค่าทำบัญชี คลินิกความงามคิดค่ารักษา ธุรกิจรับเหมาคิดค่างาน เอเจนซี่การตลาดคิดค่ารันโฆษณา

2. รายได้อื่น (Other Income) คือรายได้ที่ไม่ได้มาจากธุรกิจหลัก แต่เกิดขึ้นจากธรรมชาติของธุรกิจ และอาจไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย เช่น

  • ดอกเบี้ยรับจากเงินฝากธนาคาร
  • เงินปันผลรับจากการลงทุนในหุ้นกู้
  • ค่าเช่ารับ (หากการให้เช่าสินทรัพย์ไม่ใช่ธุรกิจหลัก)
  • กำไรจากการขายสินทรัพย์ถาวร เช่น ขายเครื่องจักรเก่า ที่ดิน
  • กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน

รายได้จากการขายและบริการ ควรเป็นสัดส่วนหลัก ถ้ารายได้อื่นโตกว่ารายได้หลัก เป็นนัยยะสำคัญว่า โมเดลธุรกิจอาจกำลังเริ่มเปลี่ยนไป หรือรายได้หลักกำลังหดตัว

ตัวอย่างรายได้จริง — ร้านกาแฟยอดขาย 5 ล้านบาทต่อปี

ยกตัวอย่างว่า คุณเปิดร้านกาแฟในปี 2568 มีข้อมูลดังนี้

  • ขายกาแฟและเบเกอรี่หน้าร้าน ตลอดปี: 4,500,000 บาท
  • รับจัดขนมว่างในงานประชุมให้บริษัทลูกค้า (บริการ): 400,000 บาท
  • ดอกเบี้ยรับจากเงินฝากธนาคาร: 12,000 บาท
  • ขายเครื่องชงกาแฟเก่า ราคาทุนเหลือ 40,000 บาท ขายได้ 55,000 บาท กำไร: 15,000 บาท
  • ค่าเช่าพื้นที่ให้ร้านเบเกอรี่เช่าขายข้างหน้าร้าน: 60,000 บาท

ในงบกำไรขาดทุนจะบันทึกเป็น

รายการจำนวน (บาท)
รายได้จากการขายและบริการ4,900,000
รายได้อื่น (ดอกเบี้ย + กำไรขายสินทรัพย์ + ค่าเช่า)87,000
รวมรายได้4,987,000

ตัวเลข 4,987,000 บาทนี้ คือรายได้รวมของธุรกิจ — ไม่ใช่กำไร ยังต้องเอาไปหักต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ภาษีถึงจะรู้ว่าปีนี้ร้านมีกำไรสุทธิเท่าไหร่

การรับรู้รายได้ — ต้องบันทึกตอนไหน

หนึ่งในจุดที่ SME ทำพลาดมากที่สุด และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้งบการเงินโดนตรวจสอบย้อนหลังคือ การรับรู้รายได้ผิดเวลา

เกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) vs เกณฑ์เงินสด (Cash Basis)

เกณฑ์คงค้าง (Accrual)เกณฑ์เงินสด (Cash)
บันทึกรายได้เมื่อส่งมอบสินค้า/บริการได้รับเงินสดจริง
ใช้กับนิติบุคคล (บริษัท/หจก.) — บังคับบุคคลธรรมดาบางกรณี
ตัวอย่างส่งของ 1 พ.ย. 2568 ลูกค้าจ่าย 15 ม.ค. 2569 → บันทึกรายได้ในปี 2568บันทึกรายได้ตอนได้เงิน 15 ม.ค. 2569

นิติบุคคลในไทยต้องใช้เกณฑ์คงค้าง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ที่กำหนดให้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลคำนวณกำไรสุทธิตามเกณฑ์สิทธิ (Accrual Basis) และมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับ NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ที่ไม่ใช่บริษัทมหาชน) หมายความว่าหากคุณส่งสินค้าให้ลูกค้าในเดือนธันวาคม แม้จะยังไม่ได้รับเงิน ก็ต้องบันทึกเป็นรายได้ของปีนั้น แล้วตั้งเป็น ลูกหนี้การค้า รอเก็บเงิน

หลักเกณฑ์ 5 ขั้นตอนของ TFRS 15

มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15 เรื่อง รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า (TFRS 15 มีผลบังคับใช้กับบริษัทมหาชน 1 ม.ค. 2562) กำหนดให้รับรู้รายได้ผ่าน 5 ขั้นตอน

  1. ระบุสัญญากับลูกค้า
  2. ระบุภาระที่ต้องปฏิบัติตามสัญญา
  3. กำหนดราคาของรายการ
  4. ปันส่วนราคาให้กับแต่ละภาระ
  5. รับรู้รายได้เมื่อได้ปฏิบัติตามภาระแล้ว

สำหรับ SME ที่ใช้ NPAEs แนวทางก็จะคล้ายกันคือ รายได้จากการขายสินค้ารับรู้เมื่อโอนความเสี่ยงและประโยชน์ให้ผู้ซื้อแล้ว ส่วนรายได้จากการให้บริการ รับรู้ตามขั้นความสำเร็จของงาน

รายได้ค้างรับ vs รายได้รับล่วงหน้า — งงจนงบพัง

สองคำนี้เป็นคู่ตรงข้ามที่เกี่ยวข้องกับจังหวะเวลาในการรับเงินและการส่งมอบงาน

รายได้ค้างรับ (Accrued Revenue) — ทำงานเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน

  • ตัวอย่าง: สำนักงานบัญชีปิดงบให้ลูกค้าเสร็จเดือนธันวาคม 2568 วางบิล 500,000 บาท ลูกค้านัดจ่ายเดือนกุมภาพันธ์ 2569
  • วิธีบันทึก: ปี 2568 เดบิตลูกหนี้การค้า 500,000 / เครดิตรายได้ค่าบริการ 500,000

รายได้รับล่วงหน้า (Unearned Revenue หรือ Deferred Revenue) — ได้รับเงินแล้ว แต่ยังไม่ได้ส่งมอบงาน

  • ตัวอย่าง: ลูกค้าจ่ายค่าคอร์สเรียน 12 เดือน 120,000 บาท ล่วงหน้าวันที่ 1 ธ.ค. 2568 ต้องทยอยรับรู้เดือนละ 10,000 บาท
  • วิธีบันทึก: ปี 2568 รับรู้รายได้ 10,000 บาท ส่วนอีก 110,000 บาทเป็น “รายได้รับล่วงหน้า” ซึ่งจัดอยู่ในหนี้สินหมุนเวียน

รายได้รับล่วงหน้านั้นถือเป็น หนี้สิน ไม่ใช่รายได้ เพราะยังค้างหนี้ที่เป็นบริการให้กับลูกค้าอยู่ ถ้ารับรู้เป็นรายได้ทันทีตอนได้เงิน ภาษีที่จ่ายจะเกินจริงและงบจะผิด

เปรียบเทียบรายได้จากการขายและบริการ vs รายได้อื่น ตามประกาศ DBD โดย Simple Balance

รายได้กับความสำคัญต่อธุรกิจ SME

รายได้เป็นตัวเลขที่นักลงทุน ธนาคาร และกรมสรรพากรมองก่อนตัวเลขอื่น เพราะสามารถสะท้อนได้ 3 เรื่อง

1. ขนาดของธุรกิจ ธนาคารใช้รายได้รวม 12 เดือนย้อนหลังพิจารณาวงเงินสินเชื่อ ธุรกิจรายได้ 10 ล้านบาทต่อปี จะได้วงเงินต่างจากธุรกิจ 1 ล้านบาทต่อปี

2. เกณฑ์การจดทะเบียน VAT ถ้ารายได้จากการขายสินค้าและบริการ (ที่ต้องเสีย VAT ไม่รวมดอกเบี้ย ค่าเช่า เงินปันผล) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายได้เกิน ตามมาตรา 85/1 ประมวลรัษฎากร ถ้าไม่จดภายในเวลา ต้องจ่าย VAT ย้อนหลัง 7% ของยอดขาย (ที่ต้องจ่ายจากกระเป๋าตัวเอง เพราะเก็บจากลูกค้าย้อนหลังไม่ได้) บวกเบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษี ตามมาตรา 89(2) และเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร

3. เกณฑ์สิทธิประโยชน์ภาษี SME บริษัทที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้อัตราภาษีนิติบุคคลลดพิเศษตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 530 พ.ศ. 2554 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 583 และ 603) — กำไร 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี, 300,001–3 ล้าน อัตรา 15%, เกิน 3 ล้านอัตรา 20% แต่ถ้ารายได้เกิน 30 ล้านบาท หรือทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้าน คุณจะเสียสิทธิ์นี้ทันที และจะไม่ได้คืนมาอีกแล้ว ตรวจสอบได้จากแบบ ภ.ง.ด.50 ที่ยื่นปลายปี

รายได้และข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่สำนักงานบัญชีเจอจนเป็นเรื่องปกติจาก SME ที่ทำบัญชีเอง

1. บันทึกรายได้ตอนรับเงิน (ใช้ Cash Basis ผิดประเภท)
บริษัทส่วนใหญ่คิดว่า “ยังไม่ได้เงิน = ยังไม่มีรายได้” ซึ่งไม่ถูกต้อง นิติบุคคลต้องใช้เกณฑ์คงค้าง ถ้าส่งของปลายปี 2568 แม้ลูกค้ายังไม่จ่าย ก็ต้องบันทึกเป็นรายได้ปี 2568 ตั้งลูกหนี้การค้ารอ

2. ไม่แยกรายได้อื่นออกจากรายได้หลัก
ดอกเบี้ยรับ ค่าเช่า ขายสินทรัพย์ ต้องไปอยู่ในบรรทัด “รายได้อื่น” ไม่ใช่รวมกับยอดขาย การรวมทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพี้ยน และ DBD ตีกลับงบการเงินได้

3. รับรู้รายได้ล่วงหน้าเป็นรายได้ทั้งก้อน
เงินที่ลูกค้าจ่ายล่วงหน้าสำหรับงาน 12 เดือน ไม่ใช่รายได้ปีเดียวกันทั้งก้อน ต้องทยอยรับรู้ตามที่ส่งมอบงาน ไม่งั้นปีแรกกำไรจะเกินจริง เสียภาษีเกิน ปีถัดไปขาดทุน — ทั้งที่ความจริงกำไรเท่ากันทุกปี

4. ลืมบันทึกรายได้ค้างรับสิ้นปี
งานที่ส่งมอบหรือให้บริการเสร็จแล้วในปีนี้ แต่ยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้/วางบิล ต้องปรับปรุงบัญชีสิ้นปีให้บันทึกเป็น รายได้ค้างรับ ของปีที่ทำงานเสร็จ (เพราะเกณฑ์คงค้างนับตอนส่งมอบงาน ไม่ใช่ตอนวางบิล) ถ้าลืม รายได้ของปีจะต่ำกว่าความจริง พอออกบิลในปีถัดไป รายได้จะไปกระจุกในปีถัดไปแทน กำไรและภาษีเพี้ยนทั้งสองปี

5. นับภาษีขาย (VAT ขาย) เป็นรายได้
VAT 7% ที่เก็บจากลูกค้าไม่ใช่รายได้ของบริษัท — เป็นเงินที่เก็บแทนกรมสรรพากร ต้องบันทึกเป็น “ภาษีขาย” (หนี้สินหมุนเวียน) แยกออกจากยอดขาย หากนำไปรวม รายได้จะเกินจริง 7% และกำไรจะไม่ตรงกับความจริง

รายได้ vs กำไร — ต่างกันอย่างไร

หลายคนใช้คำว่า “รายได้” กับ “กำไร” สลับกันไปมา แต่ทั้งสองมีความแตกต่างที่ชัดเจน

รายได้ (Revenue)กำไรสุทธิ (Net Profit)
คืออะไรเงินที่ได้จากการขาย/บริการทั้งหมดเงินที่เหลือหลังหักทุกอย่างแล้ว
ตำแหน่งในงบบรรทัดบนสุดบรรทัดล่างสุด
สูตรคำนวณยอดขาย + รายได้อื่นรายได้ − ต้นทุนขาย − ค่าใช้จ่าย − ภาษี
ตัวอย่างยอดขายปีละ 10 ล้านกำไรสุทธิ 1.2 ล้าน

ธุรกิจที่มีรายได้ 10 ล้านบาท ไม่ได้แปลว่ามีเงินเข้ากระเป๋า 10 ล้าน — อาจจะเหลือกำไรเพียง 500,000–1,500,000 บาท หลังหักทุกอย่าง การดูแค่รายได้ไม่บอกสุขภาพธุรกิจ ต้องดูควบคู่ไปกับ กำไรขั้นต้น และ กำไรสุทธิ เสมอ

จัดการรายได้ให้ถูกต้องตามเกณฑ์คงค้าง รับรู้ทันเวลา ไม่ถูกตรวจย้อนหลัง ซิมเปิล บาลานซ์ ปิดงบให้ SME ทั่วประเทศ ตามมาตรฐาน NPAEs และประกาศ DBD ล่าสุด

แชทปรึกษาเรื่องรายได้และปิดงบ

โทร: 092-853-5600

Google Business Profile

facebook.com/simplebalanceaccounting

สรุปประเด็นสำคัญ

หัวข้อรายละเอียด
ความหมายเงินที่ได้จากการขายสินค้า/บริการก่อนหักต้นทุน
ตำแหน่งในงบบรรทัดบนสุดของงบกำไรขาดทุน (Top line)
รายได้ ≠ ยอดขายยอดขายคือเฉพาะจากธุรกิจหลัก รายได้รวมทุกแหล่ง
หลักการรับรู้เกณฑ์คงค้าง (Accrual) บันทึกเมื่อส่งมอบ ไม่ใช่ตอนรับเงิน
มาตรฐานTFRS 15 ใช้ 5 ขั้นตอนการรับรู้รายได้
VAT thresholdรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจด VAT

คำถามที่พบบ่อย

รายได้ต่างจากยอดขายอย่างไร

ยอดขาย (Sales) เป็นส่วนหนึ่งของรายได้ เฉพาะรายได้จากการขายสินค้า ส่วนรายได้ (Revenue) ครอบคลุมทั้งยอดขายสินค้า บริการ และรายได้อื่น ๆ ทั้งหมด

ต้องจดทะเบียน VAT เมื่อรายได้ถึงเท่าไหร่

เมื่อรายได้จากการขายและบริการ (ไม่รวมรายได้อื่น) ในรอบ 12 เดือนเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน ตามมาตรา 85/1 ประมวลรัษฎากร

บริษัทเปิดใหม่ยังไม่มีรายได้ ต้องยื่นงบการเงินไหม

ต้อง ทุกนิติบุคคลต้องยื่นงบการเงินประจำปีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่ ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 11 สำหรับบริษัทจำกัด ต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติงบภายใน 4 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี แล้วยื่นงบต่อ DBD ภายใน 1 เดือนนับจากวันประชุม (รวมไม่เกิน 5 เดือน) ส่วนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและกิจการร่วมค้า ต้องยื่นภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี

เงินที่ผู้ถือหุ้นให้บริษัทกู้ นับเป็นรายได้ไหม

ไม่นับ เงินกู้จากผู้ถือหุ้นเป็นหนี้สิน บันทึกใน เงินกู้ยืมจากกรรมการ หรือ เงินกู้ยืมระยะสั้น ไม่ใช่รายได้ การบันทึกผิดทำให้กำไรเกินจริงและเสียภาษีโดยไม่จำเป็น

ดอกเบี้ยรับจากเงินฝากต้องเสียภาษีไหม

ต้อง ดอกเบี้ยรับเป็นรายได้ตามมาตรา 40(4) ประมวลรัษฎากร ถ้าธนาคารหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% ไปแล้ว ก็เอาใบหัก ณ ที่จ่ายมาใช้เป็นเครดิตภาษีได้ตอนยื่น ภ.ง.ด.50 ปลายปี

Simple Balance
ทีม Simple Balance
ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี ประสบการณ์ 15 ปี ทะเบียน TFAC 0503567000956 ให้บริการปิดงบ จดทะเบียนบริษัท วางระบบบัญชีทั่วประเทศไทย กว่า 300 บริษัทไว้วางใจ

แหล่งอ้างอิง

  1. ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 (เกณฑ์สิทธิ — การคำนวณกำไรสุทธิของนิติบุคคล) — กรมสรรพากร
  2. ประมวลรัษฎากร มาตรา 85/1 (การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม) — กรมสรรพากร
  3. ประมวลรัษฎากร มาตรา 89(2) และ 89/1 (เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม) — กรมสรรพากร
  4. ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(4) (ดอกเบี้ยและเงินปันผล) — กรมสรรพากร
  5. พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 530 พ.ศ. 2554 (อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล SME) — กรมสรรพากร
  6. พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 583 พ.ศ. 2558 (แก้ไข พ.ร.ฎ. 530) — กรมสรรพากร
  7. พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 — กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  8. ประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง กำหนดรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน พ.ศ. 2566 — กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  9. มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15 (TFRS 15) รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า — สภาวิชาชีพบัญชี
  10. มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับ NPAEs บทที่ 18 รายได้ — สภาวิชาชีพบัญชี
  11. Accounting 101 (Ch.5 รายได้ ต้นทุน และค่าใช้จ่าย, หน้า 185-194) — Michele Cagan, สำนักพิมพ์ Adams Media

ต้องการความช่วยเหลือเรื่องรายได้

ทีม Simple Balance พร้อมให้คำปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ปรึกษาฟรี
บริการที่เกี่ยวข้อง
บริการปิดงบการเงิน →
ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชี ภาษี หรือปิดงบการเงิน ทีม Simple Balance พร้อมช่วย

แชทกับเรา
บทความที่เกี่ยวข้อง
บริการปิดงบการเงินประจำปี