การปิดบัญชี (Closing Entries) คือ กระบวนการโอนยอดคงเหลือในบัญชีชั่วคราว ได้แก่ บัญชีรายได้ ค่าใช้จ่าย และถอนใช้ส่วนตัว เข้าบัญชีทุน เพื่อสรุปผลกำไรขาดทุนและแสดงฐานะการเงินที่ถูกต้อง ณ วันสิ้นรอบบัญชี
การปิดบัญชี คืออะไร — ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจจดทะเบียนนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด หรือหจก. คุณต้องปิดบัญชีทุกปี ไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่ก็ตาม กระบวนการนี้เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนจะจัดทำงบการเงินและยื่นภาษีในส่วนนิติบุคคลประจำปีได้
การปิดบัญชี (Closing Entries) คือ การโอนยอดคงเหลือในบัญชีชั่วคราวทั้งหมด ได้แก่ บัญชีรายได้ บัญชีค่าใช้จ่าย และบัญชีถอนใช้ส่วนตัว เข้าไปรวมในบัญชีทุน เพื่อให้ยอดทุนของเจ้าของแสดงตัวเลขที่ถูกต้อง ณ วันสิ้นรอบบัญชี (ตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 10)
การปิดบัญชีเป็นกระบวนการทางบัญชีประเภทหนึ่งที่ทำทุกสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี ในระบบบัญชี บัญชีแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ บัญชีถาวรกับบัญชีชั่วคราว
บัญชีถาวร ได้แก่ บัญชีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ — ยอดคงเหลือจะยกไปรอบถัดไปเรื่อย ๆ ส่วน บัญชีชั่วคราว ได้แก่ บัญชีรายได้ ค่าใช้จ่าย และถอนใช้ส่วนตัว — ยอดจะถูก “ปิด” หรือโอนเข้าบัญชีทุนเมื่อสิ้นรอบ แล้วเริ่มนับศูนย์ใหม่ในรอบถัดไป
พูดง่าย ๆ คือ การปิดบัญชีทำให้คุณรู้ว่าปีนี้ธุรกิจกำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ จากนั้นเอาตัวเลขนั้นไปแสดงในงบดุล (ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน NPAEs สำหรับกิจการที่ไม่ใช่มหาชน)
การปิดบัญชีไม่ใช่แค่เรื่องของนักบัญชี แต่เป็นเรื่องที่ส่งผลโดยตรงต่อเจ้าของธุรกิจ มี 4 วัตถุประสงค์หลัก
1. ยอดคงเหลือถูกต้องตามมาตรฐาน — ทำให้บัญชีแยกประเภททุกบัญชีมียอดคงเหลือที่ถูกต้อง ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (ตามประกาศสภาวิชาชีพบัญชี เรื่อง NPAEs)
2. รู้ฐานะการเงิน ณ วันสิ้นงวด — คุณจะรู้ว่าธุรกิจมีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่าไหร่ ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชี ข้อมูลนี้แสดงในงบดุล
3. รู้ผลดำเนินงานครบรอบบัญชี — คุณจะรู้ว่ารายได้ทั้งปีเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เหลือกำไรสุทธิหรือขาดทุนเท่าไหร่ ข้อมูลนี้แสดงในงบกำไรขาดทุน
4. ข้อมูลพร้อมสำหรับผู้สอบบัญชี — งบการเงินที่ผ่านการปิดบัญชีอย่างถูกต้อง ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA — Certified Public Accountant คือ ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตตรวจสอบงบการเงิน) จะตรวจสอบได้เร็วขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการยื่นงบต่อ DBD (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า — หน่วยงานที่ดูแลเรื่องจดทะเบียนและงบการเงินของนิติบุคคล) ทำให้ความเสี่ยงในการเสียค่าปรับน้อบลง
ขั้นตอนการปิดบัญชีมีลำดับที่ชัดเจน ไม่สามารถข้ามขั้นตอนได้ และแต่ละขั้นตอนต่อยอดจากขั้นก่อนหน้า

ขั้นตอนที่ 1: จัดทำงบทดลองก่อนปรับปรุง — รวบรวมยอดคงเหลือจากบัญชีแยกประเภททุกบัญชี ตรวจสอบว่ายอดเดบิตและเครดิตรวมเท่ากัน ถ้าร้านอาหารของคุณมีบัญชี 50 รายการ ยอดรวมฝั่งเดบิตต้องเท่ากับฝั่งเครดิตพอดี
ขั้นตอนที่ 2: ทำรายการปรับปรุงบัญชี — ตรวจสอบรายการบัญชีที่ยังไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน แล้วทำรายการปรับปรุง มีทั้งหมด 9 ประเภท (ดูรายละเอียดในหัวข้อถัดไป) เช่น บันทึกค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวร ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ หรือปรับค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
ขั้นตอนที่ 3: จัดทำงบทดลองหลังปรับปรุง — พิมพ์งบทดลองใหม่หลังบันทึกรายการปรับปรุงครบ งบทดลองหลังปรับปรุงนี้จะส่งให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นในการตรวจสอบ
ขั้นตอนที่ 4: จัดทำงบการเงิน — นำข้อมูลจากงบทดลองหลังปรับปรุงมาจัดทำงบการเงินครบชุด ได้แก่ งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) งบกำไรขาดทุน งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น และหมายเหตุประกอบงบการเงิน (ตามประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง กำหนดรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน พ.ศ. 2566)
ขั้นตอนที่ 5: ปิดบัญชีประจำปี — โอนยอดบัญชีรายได้และค่าใช้จ่ายเข้าบัญชีกำไรขาดทุน จากนั้นโอนยอดกำไรขาดทุนเข้าบัญชีทุน (กำไรสะสม) ส่วนบัญชีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ จะยกยอดไปรอบบัญชีถัดไป
ก่อนจะปิดบัญชีได้ นักบัญชีต้องทำรายการปรับปรุงให้ครบก่อน เพื่อให้ตัวเลขในบัญชีตรงกับความเป็นจริง ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน NPAEs มี 9 ประเภทหลัก
| ลำดับ | ประเภทรายการปรับปรุง | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| 1 | ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued Expense) | ค่าน้ำค่าไฟฟ้าเดือน ธ.ค. ที่ยังไม่ได้รับบิล |
| 2 | ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า (Prepaid Expense) | ค่าเบี้ยประกันที่จ่ายล่วงหน้า 1 ปี |
| 3 | รายได้ค้างรับ (Accrued Revenue) | ค่าบริการที่ทำเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้วางบิล |
| 4 | รายได้รับล่วงหน้า (Deferred Revenue) | ลูกค้าจ่ายค่าบริการล่วงหน้า 6 เดือน |
| 5 | ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) | คอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท อายุใช้งาน 3 ปี = ค่าเสื่อมปีละ 10,000 บาท |
| 6 | วัสดุใช้ไป (Supplies Expense) | วัสดุสำนักงานที่ซื้อมาต้นปี 5,000 บาท สิ้นปีเหลือ 1,500 บาท = ใช้ไป 3,500 บาท |
| 7 | หนี้สงสัยจะสูญ (Doubtful Account) | ลูกหนี้ที่ค้างจ่ายเกิน 12 เดือน ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ |
| 8 | การปันส่วนค่าใช้จ่าย (Expense Allocation) | ค่าเช่าสำนักงานที่ใช้ร่วมกัน 2 แผนก ต้องแบ่งสัดส่วน |
| 9 | ภาษีเงินได้ (Income Tax) | คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 20% จากกำไรสุทธิทางภาษี (อัตราทั่วไป — SME กำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาทได้รับยกเว้น) ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 |
ตัวอย่าง: ร้านค้าออนไลน์มียอดขายทั้งปี 3,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายรวม 2,200,000 บาท กำไรก่อนภาษี 800,000 บาท แต่ยังไม่ได้บันทึกค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร 50,000 บาท และค่าเบี้ยประกันภัยที่ใช้ไปในปีนี้อีก 12,000 บาท (จากที่จ่ายล่วงหน้าไว้ทั้งปี) ต้องปรับปรุงทั้ง 2 รายการก่อน กำไรจริงจึงจะเหลือ 738,000 บาท
สมมุติบริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่ง มีข้อมูลสิ้นปี 2568 ดังนี้
| บัญชี | ยอดคงเหลือ |
|---|---|
| รายได้จากบริการ | 5,000,000 บาท |
| ต้นทุนบริการ | 3,200,000 บาท |
| ค่าใช้จ่ายในการบริหาร | 800,000 บาท |
| ค่าเสื่อมราคา | 150,000 บาท |
| ดอกเบี้ยจ่าย | 50,000 บาท |
การปิดบัญชีทำ 3 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 — ปิดบัญชีรายได้: โอนรายได้ 5,000,000 บาท เข้าบัญชีกำไรขาดทุน (เดบิต: รายได้จากบริการ 5,000,000 / เครดิต: กำไรขาดทุน 5,000,000)
ขั้นตอนที่ 2 — ปิดบัญชีค่าใช้จ่าย: โอนค่าใช้จ่ายรวม 4,200,000 บาท เข้าบัญชีกำไรขาดทุน (เดบิต: กำไรขาดทุน 4,200,000 / เครดิต: ต้นทุนบริการ 3,200,000 + ค่าใช้จ่ายบริหาร 800,000 + ค่าเสื่อมราคา 150,000 + ดอกเบี้ยจ่าย 50,000)
ขั้นตอนที่ 3 — ปิดบัญชีกำไรขาดทุน: กำไรสุทธิ = 5,000,000 − 4,200,000 = 800,000 บาท โอนเข้าบัญชีกำไรสะสม (เดบิต: กำไรขาดทุน 800,000 / เครดิต: กำไรสะสม 800,000)
หลังปิดบัญชี บัญชีรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะมียอดเป็นศูนย์ พร้อมเริ่มบันทึกรายการในรอบบัญชีใหม่ ส่วนกำไรสะสม 800,000 บาท จะแสดงในงบดุลฝั่งส่วนของผู้ถือหุ้น (หรือส่วนของเจ้าของ ในกรณีห้างหุ้นส่วน)
หลายคนสับสนระหว่าง 2 คำนี้ จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องกันแต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
| หัวข้อ | การปิดบัญชี (Closing Entries) | ปิดงบการเงิน (Financial Closing) |
|---|---|---|
| ความหมาย | โอนยอดบัญชีชั่วคราวเข้าบัญชีทุน | กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่ปิดบัญชีจนถึงยื่นงบต่อ DBD |
| ขอบเขต | เฉพาะการบันทึกรายการปิดบัญชี | รวมการตรวจสอบ จัดทำงบ ยื่นภาษี และส่ง DBD |
| ผู้รับผิดชอบ | นักบัญชีของบริษัท/สำนักงานบัญชี | นักบัญชี + ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) |
| กำหนดเวลา | สิ้นรอบบัญชี (ส่วนใหญ่ 31 ธ.ค.) | ยื่นงบ DBD ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี (ตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 11) |
สรุป: การปิดบัญชีเป็นขั้นตอนหนึ่งของการปิดงบการเงิน ธุรกิจต้องปิดบัญชีให้เสร็จก่อน จึงจะจัดทำงบการเงินเพื่อยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี) ต่อกรมสรรพากรได้
นิติบุคคลทุกแห่งในไทยต้องปิดบัญชีทุกรอบ 12 เดือน (ตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 10) ส่วนใหญ่ใช้รอบปีปฏิทิน คือ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม แต่กิจการจะกำหนดรอบบัญชีเป็นช่วงอื่นก็ได้ เช่น 1 เมษายน ถึง 31 มีนาคม ซึงนับเป็นรอบคร่อมบัญชี
หลังสิ้นรอบบัญชี ต้องดำเนินการ 2 อย่าง
ถ้าไม่ปิดบัญชี มีโทษปรับผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีไม่เกิน 10,000 บาท (ตามมาตรา 29 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543) และถ้าไม่จัดทำและยื่นงบการเงิน ปรับอีกไม่เกิน 50,000 บาท (ตามมาตรา 30 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543) นอกจากนี้ ถ้าไม่ยื่น ภ.ง.ด.50 มีค่าปรับและเงินเพิ่มอีกต่างหาก
จากประสบการณ์ลูกค้าของเรา ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการปิดบัญชี ได้แก่
1. ไม่ทำรายการปรับปรุงให้ครบ — ลืมบันทึกค่าเสื่อมราคา ไม่ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ หรือไม่ปรับปรุงค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ทำให้กำไรสุทธิผิดพลาด
2. ไม่กระทบยอดเงินสดกับ Bank Statement (รายการเดินบัญชีธนาคาร) — เงินสดในบัญชีไม่ตรงกับยอดในธนาคาร ต้องทำงบกระทบยอดธนาคารทุกเดือน ไม่ใช่รอสิ้นปี
3. ปล่อยให้เอกสารขาดหาย — ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือใบแจ้งหนี้ที่หายไป ทำให้ตัวเลขไม่ครบ นักบัญชีต้องขอเอกสารเพิ่มจนล่าช้า
4. ไม่แยกค่าใช้จ่ายส่วนตัวออกจากธุรกิจ — เจ้าของธุรกิจใช้บัญชีบริษัทร่วมกับบัญชีค่าใช้จ่ายส่วนตัว แต่ไม่ได้มีการบันทึกการถอนเข้าออก ทำให้ค่าใช้จ่ายของบริษัทสูงกว่าในความเป็นจริง
5. รอจนนาทีสุดท้าย — เริ่มปิดบัญชีเดือนเมษายน-พฤษภาคม แทนที่จะเริ่มตั้งแต่มกราคม ทำให้เร่งรีบ โอกาสผิดพลาดสูง และอาจยื่นงบไม่ทัน
ถ้าคุณอยากให้การปิดบัญชีราบรื่น เริ่มจากการจัดเก็บเอกสารให้ครบทุกเดือน และทำงบกระทบยอดธนาคารเป็นประจำ
ปิดบัญชีไม่ทัน หรือไม่แน่ใจว่าทำถูกต้องไหม → ปรึกษาฟรีผ่าน Messenger
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ความหมาย | การโอนยอดบัญชีรายได้ ค่าใช้จ่าย และถอนใช้ส่วนตัว เข้าบัญชีทุน เพื่อสรุปกำไรขาดทุนประจำปี |
| ภาษาอังกฤษ | Closing Entries |
| ต้องทำเมื่อไหร่ | ทุกสิ้นรอบบัญชี (ส่วนใหญ่ 31 ธ.ค.) ตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 |
| ขั้นตอนหลัก | 5 ขั้นตอน ตั้งแต่งบทดลองก่อนปรับปรุง ถึงปิดบัญชีประจำปี |
| โทษถ้าไม่ทำ | ไม่ปิดบัญชี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท (ม.29) / ไม่ยื่นงบ ปรับไม่เกิน 50,000 บาท (ม.30 พ.ร.บ.การบัญชี) |
การปิดบัญชีคือการโอนยอดบัญชีชั่วคราว (รายได้ ค่าใช้จ่าย) เข้าบัญชีทุน เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการปิดงบการเงิน ส่วนปิดงบการเงินครอบคลุมตั้งแต่ปิดบัญชี ตรวจสอบโดย CPA จัดทำงบการเงินครบชุด ไปจนถึงยื่นต่อ DBD และกรมสรรพากร
มี 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ จัดทำงบทดลองก่อนปรับปรุง ทำรายการปรับปรุงบัญชี 9 ประเภท จัดทำงบทดลองหลังปรับปรุง จัดทำงบการเงิน และปิดบัญชีประจำปี แต่ละขั้นตอนต้องทำตามลำดับ ข้ามไม่ได้
ไม่ปิดบัญชี มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ตามมาตรา 29 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 และหากไม่ยื่นงบการเงินต่อ DBD ปรับอีกไม่เกิน 50,000 บาท ตามมาตรา 30 นอกจากนี้ยังไม่สามารถยื่นภาษี ภ.ง.ด.50 ได้ ซึ่งมีค่าปรับและเงินเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง
มี 9 ประเภทหลัก ได้แก่ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า รายได้ค้างรับ รายได้รับล่วงหน้า ค่าเสื่อมราคา วัสดุใช้ไป หนี้สงสัยจะสูญ การปันส่วนค่าใช้จ่าย และภาษีเงินได้ ทุกรายการต้องปรับปรุงให้ครบก่อนจึงจะปิดบัญชีได้
ต้องปิดบัญชีครั้งแรกภายใน 12 เดือนนับจากวันที่จดทะเบียน ตามมาตรา 10 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 เช่น จดทะเบียนวันที่ 1 มี.ค. 2568 ต้องปิดบัญชีครั้งแรกภายในวันที่ 28 ก.พ. 2569 หรือจะเลือกปิด ณ 31 ธ.ค. 2568 ก็ได้ (รอบสั้นกว่า 12 เดือน)
ทีม Simple Balance พร้อมให้คำปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
ปรึกษาฟรี