ค่าเสื่อมราคา คืออะไร — คือค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่เกิดจากการทยอยตัดต้นทุนของสินทรัพย์ถาวร เช่น สิ่งปลูกสร้าง อาคาร เครื่องจักร รถยนต์ ออกเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปี ตลอดอายุการใช้งานที่ได้ประมาณไว้ ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) ซึ่งเป็นมาตรฐานบัญชีที่ SME ในไทยใช้ กิจการที่มีสินทรัพย์ถาวรต้องกำหนดนโยบายค่าเสื่อมราคาเป็นลายลักษณ์อักษร

ทำไมเจ้าของธุรกิจต้องรู้เรื่องค่าเสื่อมราคา

ค่าเสื่อมราคาส่งผลตรงต่อกำไรสุทธิและภาษีที่นิติบุคคลต้องจ่ายทุกปี ถ้าธุรกิจของคุณซื้อรถกระบะมาใช้งาน 800,000 บาท คุณไม่ได้เอา 800,000 บาทไปเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีที่ซื้อ แต่ต้องทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายปีละ 160,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี (คิดอัตราค่าเสื่อม 20% ต่อปี ตามที่สรรพากรกำหนด)

ค่าเสื่อมราคา 160,000 บาทนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่หักจากรายได้ก่อนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ) แม้ว่าคุณจะไม่ได้จ่ายเงินสดออกไปจริงในปีนั้น แต่ค่าเสื่อมราคาช่วยลดกำไรที่ต้องเสียภาษีได้ (ธนาคารไทยพาณิชย์ อธิบายหลักการเดียวกันในบทความภาษีนิติบุคคลฉบับเข้าใจง่าย)

ตัวอย่างเช่น ร้านรับเหมาก่อสร้างมีกำไรจากงานรับเหมา 2,000,000 บาท มีค่าเสื่อมราคาจากรถบรรทุกและเครื่องจักรรวม 400,000 บาทต่อปี กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีจะเหลือ 1,600,000 บาท ภาษีเงินได้ 20% จะลดลงจาก 400,000 บาท เหลือ 320,000 บาท ประหยัดภาษีได้ 80,000 บาทต่อปี

สินทรัพย์ถาวรที่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา

สินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets) คือทรัพย์สินที่กิจการซื้อมาเพื่อใช้ในการดำเนินงาน ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ มีอายุการใช้งานเกิน 1 ปี และมีมูลค่ามากพอที่จะบันทึกเป็นสินทรัพย์ สินทรัพย์ถาวรที่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาแบ่งได้เป็น 6 ประเภทหลัก (ตามมาตรฐานการบัญชี)

ประเภทสินทรัพย์ตัวอย่างอัตราค่าเสื่อมสูงสุดทางภาษีอายุการใช้งานขั้นต่ำ
อาคารอาคารสำนักงาน โกดังเก็บสินค้า โรงงาน5% ต่อปี20 ปี
เครื่องจักรเครื่องจักรผลิตสินค้า เครื่อง CNC20% ต่อปี5 ปี
ยานพาหนะรถกระบะ รถบรรทุก รถตู้20% ต่อปี5 ปี
เครื่องใช้สำนักงานคอมพิวเตอร์ เครื่องปริ้นท์ โต๊ะเก้าอี้20% ต่อปี5 ปี
เครื่องตกแต่งและติดตั้งการตกแต่งร้าน ระบบแอร์ ระบบไฟฟ้า20% ต่อปี5 ปี
เครื่องมือและอุปกรณ์เครื่องมือช่าง อุปกรณ์ก่อสร้าง20% ต่อปี5 ปี

อัตราค่าเสื่อมราคาสูงสุดที่สรรพากรยอมรับกำหนดไว้ใน พ.ร.ฎ. ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527

สินทรัพย์ที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา: ที่ดินเป็นสินทรัพย์ถาวรที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา เพราะที่ดินไม่เสื่อมสภาพจากการใช้งานและไม่มีการสิ้นอายุในการใช้งาน (ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน NPAEs บทที่ 10 — ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์) แต่ถ้ามีสัญญาณว่ามูลค่าที่ดินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กิจการต้องทดสอบการด้อยค่าตามมาตรฐานการบัญชี

สินทรัพย์ที่ได้มาจากสัญญาเช่า: กิจการที่เช่าสินทรัพย์ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 16 เรื่อง สัญญาเช่า (TFRS 16) ต้องบันทึกสินทรัพย์สิทธิการใช้ในงบดุลและคิดค่าเสื่อมราคาตลอดอายุสัญญาเช่าด้วย เช่น เช่าอาคารสำนักงาน 5 ปี ต้องคิดค่าเสื่อมสินทรัพย์สิทธิการใช้ปีละเท่า ๆ กัน อย่างไรก็ตาม SME ที่ใช้มาตรฐาน NPAEs ไม่จำเป็นต้องบันทึกตาม TFRS 16 จะใช้วิธีเดิมคือบันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายเลยก็ได้

องค์ประกอบที่ต้องรู้ก่อนคิดค่าเสื่อมราคา

ก่อนจะคำนวณค่าเสื่อมราคาได้ คุณต้องรู้ 3 สิ่งนี้

1. ราคาทุน (Cost) — ราคาซื้อสินทรัพย์ รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่ทำให้สินทรัพย์พร้อมใช้งาน เช่น ค่าขนส่ง ค่าติดตั้ง ค่าทดสอบ ตัวอย่างเช่น ซื้อเครื่องจักรราคา 1,000,000 บาท ค่าขนส่ง 30,000 บาท ค่าติดตั้ง 70,000 บาท ราคาทุนคือ 1,100,000 บาท (ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน NPAEs บทที่ 10 ย่อหน้าที่ 10.8 — ราคาทุนของรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ประกอบด้วยราคาซื้อรวมต้นทุนที่เกี่ยวข้องโดยตรง)

2. มูลค่าซาก (Residual Value) — จำนวนเงินที่คาดว่าจะได้รับจากการขายสินทรัพย์เมื่อหมดอายุการใช้งาน ถ้าเป็นเครื่องจักรที่ขายเป็นเศษเหล็กได้ 50,000 บาท มูลค่าซากคือ 50,000 บาท ถ้าคิดว่าจะไม่เหลือค่าเลย กำหนดมูลค่าซากเป็น 0 บาท

3. อายุการใช้งาน (Useful Life) — ระยะเวลาที่คาดว่าธุรกิจจะสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ในการทำเงิน กิจการต้องประมาณการอายุการใช้งานโดยพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ลักษณะการใช้งาน ความทนทาน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ และข้อจำกัดทางกฎหมาย (ตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 9 — กิจการต้องจัดทำบัญชีให้ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชี)

สิ่งสำคัญคือ กิจการต้องกำหนดนโยบายค่าเสื่อมราคาเป็นลายลักษณ์อักษรและใช้อย่างสม่ำเสมอ จะเปลี่ยนวิธีคำนวณได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลที่สมควร และต้องมีการเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน (ตามประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง กำหนดรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน พ.ศ. 2566)

วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา 4 วิธี

มาตรฐานการบัญชีกำหนดให้กิจการเลือกวิธีคำนวณค่าเสื่อมราคาที่สะท้อนรูปแบบการใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจของสินทรัพย์ได้ดีที่สุด ทั้งกฎหมายไทยและแนวปฏิบัติสากลยอมรับหลายวิธี ไม่จำกัดแค่วิธีเส้นตรง วิธีที่ใช้กันมี 4 วิธีหลัก

1. วิธีเส้นตรง (Straight-Line Method)

วิธีที่นิยมใช้มากที่สุดสำหรับ SME ไทย เพราะคำนวณง่ายและค่าเสื่อมเท่ากันทุกปี

สูตร: ค่าเสื่อมราคาต่อปี = (ราคาทุน – มูลค่าซาก) ÷ อายุการใช้งาน

ตัวอย่าง: ร้านกาแฟซื้อเครื่องชงกาแฟราคา 250,000 บาท มูลค่าซาก 10,000 บาท อายุการใช้งาน 5 ปี

เครื่องชงนี้จะถูกบันทึกค่าเสื่อมราคาเดือนละ 4,000 บาท จนครบ 5 ปี มูลค่าตามบัญชี (Book Value) จะเหลือ 10,000 บาท ซึ่งคือมูลค่าซาก

2. วิธีตามจำนวนผลผลิต (Units of Production Method)

เหมาะกับเครื่องจักรที่ใช้งานไม่เท่ากันในแต่ละปี คิดค่าเสื่อมตามปริมาณการใช้งานจริง

สูตร: ค่าเสื่อมราคา = (ราคาทุน – มูลค่าซาก) ÷ จำนวนผลผลิตรวมที่คาดไว้ × จำนวนผลผลิตจริงในปีนั้น

ตัวอย่าง: โรงงานซื้อเครื่องจักรราคา 1,500,000 บาท มูลค่าซาก 100,000 บาท คาดว่าจะผลิตสินค้าได้ 100,000 ชิ้นตลอดอายุ ปีแรกผลิตได้ 25,000 ชิ้น

3. วิธียอดลดลงสองเท่า (Double Declining Balance)

ค่าเสื่อมสูงในปีแรก ๆ แล้วลดลงเรื่อย ๆ เหมาะกับสินทรัพย์ที่เสื่อมค่าเร็วในช่วงแรก เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เทคโนโลยี

สูตร: ค่าเสื่อมราคา = มูลค่าตามบัญชีต้นปี × (2 ÷ อายุการใช้งาน)

ตัวอย่าง: คอมพิวเตอร์ราคา 50,000 บาท อายุ 5 ปี อัตรา = 2 ÷ 5 = 40%

4. วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum of Years’ Digits)

คล้ายวิธียอดลดลง แต่คำนวณจากสัดส่วนอายุการใช้งานคงเหลือ

ตัวอย่าง: สินทรัพย์อายุ 5 ปี ผลรวม = 5+4+3+2+1 = 15

เปรียบเทียบ 4 วิธีคำนวณ

วิธีจุดเด่นเหมาะกับความนิยม
เส้นตรงคำนวณง่าย ค่าเสื่อมเท่ากันทุกปีสินทรัพย์ทั่วไป SME ทุกประเภทนิยมมากที่สุด
ตามจำนวนผลผลิตสะท้อนการใช้งานจริงเครื่องจักรที่ใช้งานไม่สม่ำเสมอนิยมในโรงงาน
ยอดลดลงสองเท่าหักค่าเสื่อมเยอะในปีแรกสินทรัพย์เทคโนโลยีน้อย
ผลรวมจำนวนปีหักค่าเสื่อมเยอะในปีแรกสินทรัพย์ที่เสื่อมค่าเร็วน้อยมาก

ถ้าต้องการลองคำนวณค่าเสื่อมราคาเอง ใช้ โปรแกรมคำนวณค่าเสื่อมราคาฟรี ของเรา ใส่ราคาทุน มูลค่าซาก และอายุการใช้งาน ระบบจะคำนวณค่าเสื่อมราคาให้ทันที

ค่าเสื่อมราคา vs ค่าตัดจำหน่าย vs ค่าด้อยค่า ต่างกันอย่างไร

หลายคนสับสนระหว่าง 3 คำนี้ ทั้ง 3 คำเกี่ยวกับการลดมูลค่าสินทรัพย์ แต่ใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน (ดูเพิ่มเติมเรื่อง ค่าตัดจำหน่าย)

รายการค่าเสื่อมราคา (Depreciation)ค่าตัดจำหน่าย (Amortization)ค่าด้อยค่า (Impairment)
ใช้กับสินทรัพย์มีตัวตน (อาคาร รถ เครื่องจักร)สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (โปรแกรม สิทธิบัตร)สินทรัพย์ทุกประเภท
ลักษณะทยอยตัดตามอายุใช้งาน สม่ำเสมอทยอยตัดตามอายุใช้งาน สม่ำเสมอตัดครั้งเดียวเมื่อพบว่ามูลค่าลดลง
เวลาบันทึกทุกงวดบัญชีบันทึกทุกงวดบัญชีบันทึกเมื่อมีสัญญาณด้อยค่า
ตัวอย่างรถบรรทุก 1 ล้าน ตัดปีละ 200,000โปรแกรม ERP 500,000 ตัดปีละ 100,000อาคารถูกน้ำท่วมเสียหาย มูลค่าลดลง

ตัวอย่างการบันทึกบัญชีค่าเสื่อมราคา

เมื่อถึงสิ้นเดือนหรือสิ้นปี นักบัญชีจะบันทึกรายการปรับปรุง (Adjusting Entry) สำหรับค่าเสื่อมราคา การบันทึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการปิดบัญชี

ตัวอย่าง: บริษัทซื้อเครื่องจักรราคา 600,000 บาท มูลค่าซาก 0 บาท อายุ 5 ปี คิดวิธีเส้นตรง ค่าเสื่อมปีละ 120,000 บาท

การบันทึก:

ค่าเสื่อมราคาสะสม (Accumulated Depreciation) จะแสดงเป็นตัวหักจากราคาทุนสินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงิน ทำให้เห็นมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ที่เหลืออยู่

หลังจากใช้งานไป 3 ปี:

อัตราค่าเสื่อมราคาทางภาษี — สรรพากรกำหนดไว้เท่าไหร่

กรมสรรพากรกำหนดอัตราค่าเสื่อมราคาสูงสุดที่กิจการสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 145 พ.ศ. 2527 ถ้ากิจการคิดค่าเสื่อมสูงกว่าอัตราที่กำหนด ส่วนที่เกินจะถูกบวกกลับเมื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (อัตราเหล่านี้ตรงกับที่ PwC Thailand Tax Summaries สรุปไว้ในหมวด Depreciation deductions)

ประเภทสินทรัพย์อัตราสูงสุด (% ต่อปี)อายุใช้งานขั้นต่ำ (ปี)
อาคารถาวร5%20
อาคารชั่วคราว100%1
ต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิการเช่า100% ÷ จำนวนปีตามสัญญาเช่าตามสัญญา
ต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ5%20
ทรัพย์สินอื่น (เครื่องจักร รถ เฟอร์นิเจอร์ คอมพิวเตอร์)20%5

กรณีพิเศษที่หักค่าเสื่อมเร่งได้: SME ที่มีสินทรัพย์รวมไม่เกิน 200 ล้านบาทและมีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน สามารถหักค่าเสื่อมราคาเร่งสำหรับคอมพิวเตอร์ได้ 40% ในปีแรก ส่วนที่เหลือทยอยตัดตามปกติ (ตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน มาตรา 4 จัตวา) นอกจากนี้ EY Worldwide Capital and Fixed Assets Guide 2025 ยืนยันว่า SME ที่เข้าเกณฑ์ยังหักค่าเสื่อมเร่งได้สำหรับอาคารโรงงาน 25% และเครื่องจักร 40% ในวันที่ได้มา

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องค่าเสื่อมราคา

จากประสบการณ์ลูกค้าของเรา ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมีดังนี้

1. ไม่จัดทำทะเบียนทรัพย์สิน

หลายธุรกิจซื้อสินทรัพย์มาใช้แต่ไม่มีทะเบียนบันทึกว่ามีอะไรบ้าง อยู่ที่ไหน สภาพเป็นอย่างไร พอถึงเวลาปิดบัญชีก็หาตัวตนสินทรัพย์ไม่เจอ หรือยอดในบัญชีไม่ตรงกับสิ่งที่มีอยู่จริง

2. คิดค่าเสื่อมราคาให้ที่ดิน

ที่ดินไม่เสื่อมสภาพจากการใช้งาน จึงไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา ถ้าซื้อที่ดินพร้อมอาคาร ต้องแยกราคาทุนของที่ดินออกจากอาคาร แล้วคิดค่าเสื่อมเฉพาะส่วนอาคาร

3. ไม่ทบทวนอายุการใช้งานและมูลค่าซาก

ตามมาตรฐานการบัญชี กิจการต้องทบทวนอายุการใช้งานและมูลค่าซากอย่างน้อยปีละครั้ง ถ้าพบว่าเครื่องจักรอาจใช้ได้นานกว่าที่ประมาณไว้ ต้องปรับปรุงอายุการใช้งานใหม่

4. ยังคิดค่าเสื่อมให้สินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว

ถ้าเครื่องจักรพังจนซ่อมไม่ได้หรือขายไปแล้ว ต้องหยุดคิดค่าเสื่อมราคาและพิจารณาตัดจำหน่าย ไม่ใช่ปล่อยให้ระบบคิดค่าเสื่อมต่อไปเรื่อย ๆ

5. ตัดค่าเสื่อมราคาเกินอัตราที่สรรพากรกำหนด

ทางบัญชีคุณอาจคิดค่าเสื่อมอัตราเท่าไหร่ก็ได้ตามนโยบาย แต่ทางภาษีสรรพากรมีเพดานสูงสุด ถ้าคิดเกิน ส่วนที่เกินต้อง “บวกกลับ” เมื่อคำนวณกำไรทางภาษี

ค่าเสื่อมราคากับการปิดงบการเงิน

ค่าเสื่อมราคาเป็นรายการปรับปรุงที่สำคัญในขั้นตอนการปิดบัญชี ก่อนส่งงบทดลองให้ผู้สอบบัญชี นักบัญชีต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า

  1. ทะเบียนทรัพย์สินตรงกับบัญชี — ยอดราคาทุนรวมและค่าเสื่อมราคาสะสมในทะเบียนต้องตรงกับยอดในบัญชีแยกประเภท
  2. คิดค่าเสื่อมครบถ้วน — สินทรัพย์ทุกรายการที่ยังใช้งานอยู่ต้องมีการบันทึกค่าเสื่อมราคาถูกต้องตามนโยบาย
  3. ตรวจนับสินทรัพย์ — ตรวจสอบว่าสินทรัพย์ในทะเบียนมีตัวตนอยู่จริง สภาพใช้งานได้ อยู่ในที่ตั้งที่บันทึกไว้
  4. ทบทวนมูลค่าตามบัญชี — พิจารณาว่าสินทรัพย์ที่แสดงมูลค่าในงบดุลสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงหรือไม่

ถ้าคุณไม่แน่ใจเรื่องค่าเสื่อมราคาหรือต้องการปิดงบการเงินให้ถูกต้อง ปรึกษาเราได้เลย ซิมเปิล บาลานซ์ ดูแลเรื่องบัญชีและภาษีให้ธุรกิจ SME ทั่วประเทศ

แชทปรึกษาเรื่องค่าเสื่อมราคาและปิดงบ

โทร: 092-853-5600

Google Business Profile

facebook.com/simplebalanceaccounting