กรอกข้อมูล แล้วดาวน์โหลดเป็น PDF Word หรือ Excel ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก
ตามแบบฟอร์มตัวอย่างของกรมสรรพากรคนที่เซ็นชื่อว่าได้รับเงินไปจริง ส่วนนี้สำคัญที่สุดของเอกสาร
กรอกทั้งชื่อและนามสกุล เอกสารต้องพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน
บุคคลธรรมดาใช้เลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักได้เลย เป็นเลขเดียวกัน
ระบุให้ครบ รวมถึงบ้านเลขที่ ตำบล อำเภอ จังหวัด
กิจการของคุณ กรอกครั้งเดียว เครื่องจำไว้ให้ใช้ครั้งต่อไป
ใส่ได้หลายบรรทัด ระบบคิดยอดรวมและจำนวนเงินตัวอักษรให้เอง
| ลำดับ | รายการ | จำนวนเงิน (บาท) |
|---|
วิธีรับเงินเป็นตัวกำหนดว่าต้องแนบหลักฐานอะไรเพิ่ม
จำนวนเงินตัวอักษรบนเอกสารยังเป็นยอดรวมก่อนหักภาษี เพราะเงินได้ของผู้รับเงินคือยอดเต็ม ภาษีที่หักไว้กิจการนำส่งสรรพากรในชื่อของผู้รับเงิน
ใบสำคัญรับเงินใบเดียวยังไม่พอ ต้องมีหลักฐานประกอบด้วย
ใบสำคัญรับเงินต้องมีลายมือชื่อผู้รับเงินจริง โปรดพิมพ์เอกสารและให้ผู้รับเงินลงลายมือชื่อ เก็บเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 การนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีหรือขอคืนภาษี มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 200,000 บาท ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37
ข้าพเจ้า (ผู้ขายสินค้า/ให้บริการ) เลขประจำตัวผู้เสียภาษี หรือ เลขบัตรประจำตัวประชาชน อยู่บ้านเลขที่ ได้รับเงินจาก (ผู้ซื้อ/ผู้รับบริการ) ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ดังรายการต่อไปนี้
| ลำดับ | รายการ | จำนวนเงิน (บาท) |
|---|
แบบฟอร์มเปล่า พร้อมพิมพ์แล้วเขียนด้วยมือ มี 4 ช่องรายการ เลือกไฟล์ Word Excel หรือ PDF ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก
อยากได้แบบกรอกข้อมูลแล้วพิมพ์ออกมาเลย ใช้เครื่องมือด้านบนได้
ใบสำคัญรับเงิน คือ เอกสารที่ผู้รับเงินลงลายมือชื่อรับรองว่าได้รับเงินจากกิจการไปจริง ใช้เป็นหลักฐานประกอบการลงบัญชีของฝ่ายที่จ่ายเงิน ในกรณีที่ผู้รับเงินออกใบเสร็จรับเงินให้ไม่ได้ แต่ยินยอมลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงิน
จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือ ใบสำคัญรับเงินไม่ใช่เอกสารที่กิจการเขียนขึ้นเองแล้วจบ คนที่ต้องเซ็นคือผู้รับเงิน ไม่ใช่กิจการ กิจการเป็นเพียงคนจัดทำแบบฟอร์มและพิมพ์ออกมา แล้วให้ผู้รับเงินลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน
กรมสรรพากรกำหนดแนวทางเรื่องนี้ไว้ในคู่มือการจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชีที่สามารถเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ซึ่งจัดทำโดยสำนักมาตรฐานการสอบบัญชีภาษีอากร กรมสรรพากร
กรมสรรพากรวางเอกสารการรับเงินไว้ 3 ขั้น ให้เลือกใช้ตามสถานการณ์ ไล่จากดีที่สุดลงมา
ใช้เมื่อผู้รับเงินยินดีออกใบเสร็จรับเงินหรือใบรับให้ ถ้าขอได้ให้ใช้อันนี้ก่อนเสมอ อ่านเพิ่มที่ ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร
ใช้เมื่อผู้รับเงินออกใบเสร็จให้ไม่ได้ แต่ยอมลงลายมือชื่อ พบบ่อยที่สุดเวลาจ่ายเงินให้บุคคลธรรมดา เช่น ช่างรับเหมารายย่อย ฟรีแลนซ์ หรือร้านค้าที่ไม่มีบิล
ใช้เมื่อผู้รับเงินไม่ยอมเซ็นเอกสารใดเลย กรณีนี้พนักงานของกิจการเป็นผู้รับรองการจ่ายเงินเอง เช่น ค่าแท็กซี่ หรือค่าของเบ็ดเตล็ดจากร้านในตลาด
ตามแบบฟอร์มตัวอย่างของกรมสรรพากร ใบสำคัญรับเงินหนึ่งใบต้องมีข้อมูลดังนี้
ข้อที่ขาดไม่ได้เลยคือ ชื่อเต็ม เลขบัตรประจำตัวประชาชน และลายมือชื่อของผู้รับเงิน สามอย่างนี้คือสิ่งที่ทำให้พิสูจน์ได้ว่าใครเป็นคนรับเงินไป ซึ่งเป็นหัวใจของเอกสารทั้งใบ
ใบสำคัญรับเงินใบเดียวยังไม่พอ ต้องมีหลักฐานประกอบด้วย
กรมสรรพากรระบุไว้ในหมายเหตุท้ายแบบฟอร์มโดยตรง และย้ำว่าผู้รับเงินต้องเป็นผู้ประกอบอาชีพ ขายสินค้าหรือให้บริการนั้นอย่างแท้จริง
กรณีโอนเงินให้แนบสำเนาใบโอนเงินผ่านธนาคารหรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อื่น กรณีจ่ายด้วยเช็คให้แนบสำเนาเช็คที่ระบุชื่อผู้รับเงิน ขีดฆ่าผู้ถือและขีดคร่อม A/C Payee only พร้อมหลักฐานว่าตัดบัญชีแล้วจาก Bank Statement
แนบเมื่อมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตราปกติที่ใช้บ่อยคือค่าจ้างทำของและค่าบริการร้อยละ 3 ค่าโฆษณาร้อยละ 2 ค่าขนส่งร้อยละ 1 และค่าเช่าร้อยละ 5 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528
อัปเดตปี 2569 ถ้าจ่ายเงินผ่านระบบ e-Withholding Tax อัตราร้อยละ 5 ร้อยละ 3 และร้อยละ 2 จะลดเหลือร้อยละ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 ตามข่าวกรมสรรพากร ปชส. 14/2569 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2569 มาตรการนี้ใช้เฉพาะกรณีนำส่งภาษีผ่านระบบ e-Withholding Tax เท่านั้น ถ้าหักและนำส่งแบบเดิมยังใช้อัตราปกติ หากไม่แน่ใจให้ตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีของคุณก่อน
ถ้าใช้เครื่องมือด้านบน ข้อ 6 ระบบคิดให้อัตโนมัติ ทั้งยอดรวมและจำนวนเงินตัวอักษร
ตัวอย่างด้านบนคือใบสำคัญรับเงินที่กรอกครบแล้ว จุดที่ควรสังเกตมีดังนี้
หัวเอกสาร มีเลขที่และวันที่ชัดเจน ถ้าเป็นเอกสารที่ออกต่อเนื่องกัน ควรเรียงเลขที่ไม่ให้ซ้ำ
ประโยคของผู้รับเงิน เอกสารเขียนในมุมของผู้รับเงิน เริ่มด้วยคำว่า ข้าพเจ้า ตามด้วยชื่อ เลขประจำตัวประชาชน และที่อยู่ของผู้รับเงิน แล้วจึงบอกว่าได้รับเงินจากกิจการใด นี่คือเหตุผลที่คนเซ็นต้องเป็นผู้รับเงิน ไม่ใช่กิจการ
ตารางรายการ เขียนให้รู้ว่าจ่ายค่าอะไร คำว่า ค่าใช้จ่ายทั่วไป หรือ ค่าดำเนินการ กว้างเกินไป ควรระบุให้เจาะจง เช่น ค่าจ้างติดตั้งระบบไฟฟ้าอาคารสำนักงาน
จำนวนเงินตัวอักษร ต้องตรงกับยอดรวมในตาราง ถ้ามีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตัวอักษรยังคงเป็นยอดเต็มก่อนหัก ไม่ใช่ยอดสุทธิ เหตุผลอยู่ในคำถามท้ายหน้า
ช่องลายมือชื่อ มีสองช่อง ผู้รับเงินและผู้จ่ายเงิน ไม่มีช่องผู้อนุมัติ เพราะการอนุมัติจ่ายเป็นเรื่องของใบสำคัญจ่าย ไม่ใช่ของเอกสารใบนี้
สามชื่อนี้ใกล้กันมากจนสับสนได้ง่าย ต่างกันตรงว่าใครเป็นคนเซ็น
รับรองว่าได้รับเงินไปจริง ใช้เมื่อผู้รับเงินออกใบเสร็จให้ไม่ได้ แต่ยอมเซ็นชื่อ
เอกสารภายในของกิจการ บันทึกว่าจ่ายเงินออกไปแล้ว มีช่องลงนามอนุมัติจ่ายโดยผู้มีอำนาจ โดยปกติทำคู่กับใบสำคัญรับเงิน สร้างได้ที่เครื่องมือสร้างใบสำคัญจ่าย
ชื่อเต็มตามกรมสรรพากรคือ ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน ใช้เมื่อผู้รับเงินไม่ยอมเซ็นอะไรเลย
พูดให้สั้นที่สุด ถ้าขอใบเสร็จได้ให้ใช้ใบเสร็จ ถ้าขอไม่ได้แต่เขายอมเซ็นให้ใช้ใบสำคัญรับเงิน ถ้าเขาไม่เซ็นอะไรเลยจึงใช้ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน
ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) กำหนดว่ารายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีไม่ได้ อ่านเพิ่มที่รายจ่ายที่หักภาษีได้และหักไม่ได้
ศาลฎีกาตัดสินเรื่องนี้ไว้หลายคดี คดีที่ตรงที่สุดคือคำพิพากษาฎีกาที่ 2735/2532 ซึ่งวางหลักว่าเมื่อใบรับเงินไม่ปรากฏชื่อและที่อยู่ของผู้รับเงิน แม้จะยืนยันว่าจ่ายไปจริง และผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรับรองแล้ว ก็ไม่มีผลลบล้างบทบัญญัติของกฎหมาย อีกคดีคือฎีกาที่ 2213/2535 ที่บริษัทลงบัญชีจ่ายค่าบริการไว้ แต่ไม่ได้ระบุว่าจ่ายให้ผู้ใด ศาลถือว่าพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับเช่นกัน
คู่มือของกรมสรรพากรย้ำว่าผู้รับเงินจากกิจการต้องมีพฤติกรรมประกอบอาชีพนั้นอย่างแท้จริง การหยิบชื่อใครมาใส่เพื่อให้เอกสารครบไม่ได้ช่วยอะไร
ประมวลรัษฎากร มาตรา 37 กำหนดว่าผู้ที่นำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีหรือขอคืนภาษี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 200,000 บาท
ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี
ใบรับเงินทั่วไปสำหรับค่าสินค้าหรือค่าบริการไม่ต้องติดอากรแสตมป์ แต่มี 3 กรณีที่ต้องติดตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 28 คือใบรับเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ใบรับสำหรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียน และใบรับสำหรับการขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ยานพาหนะที่จดทะเบียน อัตรา 1 บาททุก 200 บาท ถ้าซื้อรถมือสองจากบุคคลธรรมดาแล้วใช้เอกสารใบนี้ ให้ระวังกรณีที่สาม
ถ้าอยากเข้าใจคำว่าค่าใช้จ่ายในทางบัญชีให้ชัดขึ้น อ่านได้ที่หน้าคำศัพท์ของเรา
เอกสารที่ดูเหมือนครบ แต่พิสูจน์ตัวผู้รับเงินไม่ได้ มักจะรู้ตัวอีกทีตอนถูกตรวจ ซึ่งเป็นเวลาที่ตามเก็บลายมือชื่อย้อนหลังไม่ได้แล้ว ให้เราช่วยดูให้ว่าเอกสารที่คุณเก็บอยู่ ชุดไหนขาดอะไร และควรแก้อย่างไรก่อนจะสายเกินไป
ทักแชทถามเราได้เลยSimple Balance รับทำบัญชีรายเดือน ปิดงบการเงิน จดทะเบียนบริษัทและห้างหุ้นส่วน ดูแลตั้งแต่เก็บเอกสารจนถึงยื่นแบบ คุณจะได้เอาเวลาไปโตกับธุรกิจแทนที่จะมานั่งไล่หาบิล
โดยทั่วไปแปลว่า Receipt Voucher และเราใช้คำนี้บนเอกสารที่เครื่องมือสร้างให้ แต่ต้องบอกตามตรงว่ากรมสรรพากรไม่ได้กำหนดชื่อภาษาอังกฤษของเอกสารนี้ไว้ ต่างจากใบสำคัญจ่ายที่คู่มือระบุคำว่า Payment Voucher ไว้ชัดเจน ถ้าต้องใช้กับคู่ค้าต่างชาติ แนะนำให้ใส่ชื่อไทยกำกับไว้ด้วย
ใบเสร็จรับเงินออกโดยผู้ขายหรือผู้ให้บริการเอง ส่วนใบสำคัญรับเงินกิจการที่จ่ายเงิน เป็นคนจัดทำแล้วให้ผู้รับเงินเซ็น ใช้ในกรณีที่ผู้รับเงินออกใบเสร็จให้ไม่ได้ ถ้าขอใบเสร็จรับเงินได้ ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินก่อนเสมอ
แบบฟอร์มของกรมสรรพากรเขียนหมายเหตุกำกับไว้ว่าให้แนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับเงิน โดยไม่ได้แยกว่าจ่ายด้วยวิธีไหน ในทางปฏิบัติจึงควรแนบทุกครั้ง โดยเฉพาะกรณีจ่ายเป็นเงินสด เพราะไม่มีหลักฐานการโอนเงินมาช่วยยืนยันตัวผู้รับ
เขียนยอดเต็มก่อนหักภาษี ไม่ใช่ยอดสุทธิที่จ่ายจริง เหตุผลคือเงินได้ของผู้รับเงินคือยอดเต็ม ส่วนภาษีที่หักไว้ไม่ได้หายไปไหน กิจการนำส่งกรมสรรพากรในชื่อของผู้รับเงิน แล้วออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้รับเงินไปใช้เป็นเครดิตภาษี แบบฟอร์มของกรมสรรพากรก็เขียนตัวอักษรจากยอดรวมเช่นกัน เครื่องมือด้านบนคิดให้แบบนี้อยู่แล้ว และแสดงยอดที่จ่ายจริงแยกไว้ให้เห็นด้วย
ปกติไม่ต้อง ใบรับเงินค่าสินค้าหรือค่าบริการทั่วไปไม่อยู่ในรายการที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ยกเว้น 3 กรณีตามลักษณะแห่งตราสาร 28 คือเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล การโอนอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียน และการขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ยานพาหนะที่จดทะเบียน สามกรณีนี้เสียอากร 1 บาททุกจำนวนเงิน 200 บาท