รายได้ (Revenue) คือเงินที่ธุรกิจได้รับจากการขายสินค้าหรือให้บริการในรอบบัญชีหนึ่ง ๆ ก่อนหักต้นทุนและค่าใช้จ่าย แสดงอยู่ที่บรรทัดบนสุดของงบกำไรขาดทุน
รายได้ (Revenue) คือเงินที่ธุรกิจของคุณได้มาจากการขายสินค้าหรือให้บริการในรอบบัญชี เป็นตัวเลขบรรทัดแรกของงบกำไรขาดทุน (Income Statement) ที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นคำนวณกำไร ทุกรอบปิดงบการเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD — หน่วยงานที่ดูแลเรื่องจดทะเบียนบริษัทและรับงบการเงิน) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลแยกรายได้ออกเป็น รายได้จากการขายและบริการ กับ รายได้อื่น
ประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง กำหนดรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน พ.ศ. 2566 (มีผลบังคับใช้กับรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลัง 1 มกราคม 2567) กำหนดให้นิติบุคคลไทยต้องแยกรายได้ออกเป็น 2 กลุ่มหลัก
1. รายได้จากการขายและบริการ คือรายได้จากกิจกรรมหลักของธุรกิจ สิ่งที่ลูกค้าจ่ายเพื่อได้สินค้าหรือบริการจากกิจการของคุณ แบ่งออกเป็น
2. รายได้อื่น (Other Income) คือรายได้ที่ไม่ได้มาจากธุรกิจหลัก แต่เกิดขึ้นจากธรรมชาติของธุรกิจ และอาจไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย เช่น
รายได้จากการขายและบริการ ควรเป็นสัดส่วนหลัก ถ้ารายได้อื่นโตกว่ารายได้หลัก เป็นนัยยะสำคัญว่า โมเดลธุรกิจอาจกำลังเริ่มเปลี่ยนไป หรือรายได้หลักกำลังหดตัว
ยกตัวอย่างว่า คุณเปิดร้านกาแฟในปี 2568 มีข้อมูลดังนี้
ในงบกำไรขาดทุนจะบันทึกเป็น
| รายการ | จำนวน (บาท) |
|---|---|
| รายได้จากการขายและบริการ | 4,900,000 |
| รายได้อื่น (ดอกเบี้ย + กำไรขายสินทรัพย์ + ค่าเช่า) | 87,000 |
| รวมรายได้ | 4,987,000 |
ตัวเลข 4,987,000 บาทนี้ คือรายได้รวมของธุรกิจ — ไม่ใช่กำไร ยังต้องเอาไปหักต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ภาษีถึงจะรู้ว่าปีนี้ร้านมีกำไรสุทธิเท่าไหร่
หนึ่งในจุดที่ SME ทำพลาดมากที่สุด และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้งบการเงินโดนตรวจสอบย้อนหลังคือ การรับรู้รายได้ผิดเวลา
| เกณฑ์คงค้าง (Accrual) | เกณฑ์เงินสด (Cash) | |
|---|---|---|
| บันทึกรายได้เมื่อ | ส่งมอบสินค้า/บริการ | ได้รับเงินสดจริง |
| ใช้กับ | นิติบุคคล (บริษัท/หจก.) — บังคับ | บุคคลธรรมดาบางกรณี |
| ตัวอย่าง | ส่งของ 1 พ.ย. 2568 ลูกค้าจ่าย 15 ม.ค. 2569 → บันทึกรายได้ในปี 2568 | บันทึกรายได้ตอนได้เงิน 15 ม.ค. 2569 |
นิติบุคคลในไทยต้องใช้เกณฑ์คงค้าง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ที่กำหนดให้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลคำนวณกำไรสุทธิตามเกณฑ์สิทธิ (Accrual Basis) และมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับ NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ที่ไม่ใช่บริษัทมหาชน) หมายความว่าหากคุณส่งสินค้าให้ลูกค้าในเดือนธันวาคม แม้จะยังไม่ได้รับเงิน ก็ต้องบันทึกเป็นรายได้ของปีนั้น แล้วตั้งเป็น ลูกหนี้การค้า รอเก็บเงิน
มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15 เรื่อง รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า (TFRS 15 มีผลบังคับใช้กับบริษัทมหาชน 1 ม.ค. 2562) กำหนดให้รับรู้รายได้ผ่าน 5 ขั้นตอน
สำหรับ SME ที่ใช้ NPAEs แนวทางก็จะคล้ายกันคือ รายได้จากการขายสินค้ารับรู้เมื่อโอนความเสี่ยงและประโยชน์ให้ผู้ซื้อแล้ว ส่วนรายได้จากการให้บริการ รับรู้ตามขั้นความสำเร็จของงาน
สองคำนี้เป็นคู่ตรงข้ามที่เกี่ยวข้องกับจังหวะเวลาในการรับเงินและการส่งมอบงาน
รายได้ค้างรับ (Accrued Revenue) — ทำงานเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน
รายได้รับล่วงหน้า (Unearned Revenue หรือ Deferred Revenue) — ได้รับเงินแล้ว แต่ยังไม่ได้ส่งมอบงาน
รายได้รับล่วงหน้านั้นถือเป็น หนี้สิน ไม่ใช่รายได้ เพราะยังค้างหนี้ที่เป็นบริการให้กับลูกค้าอยู่ ถ้ารับรู้เป็นรายได้ทันทีตอนได้เงิน ภาษีที่จ่ายจะเกินจริงและงบจะผิด

รายได้เป็นตัวเลขที่นักลงทุน ธนาคาร และกรมสรรพากรมองก่อนตัวเลขอื่น เพราะสามารถสะท้อนได้ 3 เรื่อง
1. ขนาดของธุรกิจ ธนาคารใช้รายได้รวม 12 เดือนย้อนหลังพิจารณาวงเงินสินเชื่อ ธุรกิจรายได้ 10 ล้านบาทต่อปี จะได้วงเงินต่างจากธุรกิจ 1 ล้านบาทต่อปี
2. เกณฑ์การจดทะเบียน VAT ถ้ารายได้จากการขายสินค้าและบริการ (ที่ต้องเสีย VAT ไม่รวมดอกเบี้ย ค่าเช่า เงินปันผล) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายได้เกิน ตามมาตรา 85/1 ประมวลรัษฎากร ถ้าไม่จดภายในเวลา ต้องจ่าย VAT ย้อนหลัง 7% ของยอดขาย (ที่ต้องจ่ายจากกระเป๋าตัวเอง เพราะเก็บจากลูกค้าย้อนหลังไม่ได้) บวกเบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษี ตามมาตรา 89(2) และเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร
3. เกณฑ์สิทธิประโยชน์ภาษี SME บริษัทที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้อัตราภาษีนิติบุคคลลดพิเศษตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 530 พ.ศ. 2554 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 583 และ 603) — กำไร 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี, 300,001–3 ล้าน อัตรา 15%, เกิน 3 ล้านอัตรา 20% แต่ถ้ารายได้เกิน 30 ล้านบาท หรือทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้าน คุณจะเสียสิทธิ์นี้ทันที และจะไม่ได้คืนมาอีกแล้ว ตรวจสอบได้จากแบบ ภ.ง.ด.50 ที่ยื่นปลายปี
ข้อผิดพลาดที่สำนักงานบัญชีเจอจนเป็นเรื่องปกติจาก SME ที่ทำบัญชีเอง
1. บันทึกรายได้ตอนรับเงิน (ใช้ Cash Basis ผิดประเภท)
บริษัทส่วนใหญ่คิดว่า “ยังไม่ได้เงิน = ยังไม่มีรายได้” ซึ่งไม่ถูกต้อง นิติบุคคลต้องใช้เกณฑ์คงค้าง ถ้าส่งของปลายปี 2568 แม้ลูกค้ายังไม่จ่าย ก็ต้องบันทึกเป็นรายได้ปี 2568 ตั้งลูกหนี้การค้ารอ
2. ไม่แยกรายได้อื่นออกจากรายได้หลัก
ดอกเบี้ยรับ ค่าเช่า ขายสินทรัพย์ ต้องไปอยู่ในบรรทัด “รายได้อื่น” ไม่ใช่รวมกับยอดขาย การรวมทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพี้ยน และ DBD ตีกลับงบการเงินได้
3. รับรู้รายได้ล่วงหน้าเป็นรายได้ทั้งก้อน
เงินที่ลูกค้าจ่ายล่วงหน้าสำหรับงาน 12 เดือน ไม่ใช่รายได้ปีเดียวกันทั้งก้อน ต้องทยอยรับรู้ตามที่ส่งมอบงาน ไม่งั้นปีแรกกำไรจะเกินจริง เสียภาษีเกิน ปีถัดไปขาดทุน — ทั้งที่ความจริงกำไรเท่ากันทุกปี
4. ลืมบันทึกรายได้ค้างรับสิ้นปี
งานที่ส่งมอบหรือให้บริการเสร็จแล้วในปีนี้ แต่ยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้/วางบิล ต้องปรับปรุงบัญชีสิ้นปีให้บันทึกเป็น รายได้ค้างรับ ของปีที่ทำงานเสร็จ (เพราะเกณฑ์คงค้างนับตอนส่งมอบงาน ไม่ใช่ตอนวางบิล) ถ้าลืม รายได้ของปีจะต่ำกว่าความจริง พอออกบิลในปีถัดไป รายได้จะไปกระจุกในปีถัดไปแทน กำไรและภาษีเพี้ยนทั้งสองปี
5. นับภาษีขาย (VAT ขาย) เป็นรายได้
VAT 7% ที่เก็บจากลูกค้าไม่ใช่รายได้ของบริษัท — เป็นเงินที่เก็บแทนกรมสรรพากร ต้องบันทึกเป็น “ภาษีขาย” (หนี้สินหมุนเวียน) แยกออกจากยอดขาย หากนำไปรวม รายได้จะเกินจริง 7% และกำไรจะไม่ตรงกับความจริง
หลายคนใช้คำว่า “รายได้” กับ “กำไร” สลับกันไปมา แต่ทั้งสองมีความแตกต่างที่ชัดเจน
| รายได้ (Revenue) | กำไรสุทธิ (Net Profit) | |
|---|---|---|
| คืออะไร | เงินที่ได้จากการขาย/บริการทั้งหมด | เงินที่เหลือหลังหักทุกอย่างแล้ว |
| ตำแหน่งในงบ | บรรทัดบนสุด | บรรทัดล่างสุด |
| สูตรคำนวณ | ยอดขาย + รายได้อื่น | รายได้ − ต้นทุนขาย − ค่าใช้จ่าย − ภาษี |
| ตัวอย่าง | ยอดขายปีละ 10 ล้าน | กำไรสุทธิ 1.2 ล้าน |
ธุรกิจที่มีรายได้ 10 ล้านบาท ไม่ได้แปลว่ามีเงินเข้ากระเป๋า 10 ล้าน — อาจจะเหลือกำไรเพียง 500,000–1,500,000 บาท หลังหักทุกอย่าง การดูแค่รายได้ไม่บอกสุขภาพธุรกิจ ต้องดูควบคู่ไปกับ กำไรขั้นต้น และ กำไรสุทธิ เสมอ
จัดการรายได้ให้ถูกต้องตามเกณฑ์คงค้าง รับรู้ทันเวลา ไม่ถูกตรวจย้อนหลัง ซิมเปิล บาลานซ์ ปิดงบให้ SME ทั่วประเทศ ตามมาตรฐาน NPAEs และประกาศ DBD ล่าสุด
โทร: 092-853-5600
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ความหมาย | เงินที่ได้จากการขายสินค้า/บริการก่อนหักต้นทุน |
| ตำแหน่งในงบ | บรรทัดบนสุดของงบกำไรขาดทุน (Top line) |
| รายได้ ≠ ยอดขาย | ยอดขายคือเฉพาะจากธุรกิจหลัก รายได้รวมทุกแหล่ง |
| หลักการรับรู้ | เกณฑ์คงค้าง (Accrual) บันทึกเมื่อส่งมอบ ไม่ใช่ตอนรับเงิน |
| มาตรฐาน | TFRS 15 ใช้ 5 ขั้นตอนการรับรู้รายได้ |
| VAT threshold | รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจด VAT |
ยอดขาย (Sales) เป็นส่วนหนึ่งของรายได้ เฉพาะรายได้จากการขายสินค้า ส่วนรายได้ (Revenue) ครอบคลุมทั้งยอดขายสินค้า บริการ และรายได้อื่น ๆ ทั้งหมด
เมื่อรายได้จากการขายและบริการ (ไม่รวมรายได้อื่น) ในรอบ 12 เดือนเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน ตามมาตรา 85/1 ประมวลรัษฎากร
ต้อง ทุกนิติบุคคลต้องยื่นงบการเงินประจำปีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่ ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 11 สำหรับบริษัทจำกัด ต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติงบภายใน 4 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี แล้วยื่นงบต่อ DBD ภายใน 1 เดือนนับจากวันประชุม (รวมไม่เกิน 5 เดือน) ส่วนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและกิจการร่วมค้า ต้องยื่นภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี
ไม่นับ เงินกู้จากผู้ถือหุ้นเป็นหนี้สิน บันทึกใน เงินกู้ยืมจากกรรมการ หรือ เงินกู้ยืมระยะสั้น ไม่ใช่รายได้ การบันทึกผิดทำให้กำไรเกินจริงและเสียภาษีโดยไม่จำเป็น
ต้อง ดอกเบี้ยรับเป็นรายได้ตามมาตรา 40(4) ประมวลรัษฎากร ถ้าธนาคารหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% ไปแล้ว ก็เอาใบหัก ณ ที่จ่ายมาใช้เป็นเครดิตภาษีได้ตอนยื่น ภ.ง.ด.50 ปลายปี