ใช้เมื่อจ่ายค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดแล้วเรียกใบเสร็จจากผู้รับเงินไม่ได้ กรอกออนไลน์แล้วพิมพ์ได้เลย หรือดาวน์โหลดแบบฟอร์มเปล่าไปเขียนด้วยมือ ตามแบบที่กรมสรรพากรวางไว้ในคู่มือ หัวข้อ 2.1.3
เอกสารด้านขวาจะเปลี่ยนตามที่พิมพ์ กรอกเสร็จแล้วดาวน์โหลดหรือสั่งพิมพ์ได้เลย
ใบเดียวใส่ได้หลายรายการ ตามแบบของกรมสรรพากร รวบรายจ่ายของงวดไว้ในใบเดียวแล้วเคลียร์ทีเดียว
เติมให้อัตโนมัติจากวันแรกและวันสุดท้ายในตาราง แก้ทับได้
กรอกข้อมูลทางด้านซ้าย แล้วเอกสารตัวจริงจะขึ้นตรงนี้
ดาวน์โหลดเป็น PDF Word หรือ Excel ได้เลย ไม่ต้องสมัครสมาชิก
แบบฟอร์มเปล่า พร้อมพิมพ์แล้วเขียนด้วยมือ เลือกไฟล์ Word Excel หรือ PDF ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก ไฟล์ Excel รวมยอดให้อัตโนมัติ
สำหรับบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจำกัด ตามคู่มือกรมสรรพากร หัวข้อ 2.1.3 มี 12 ช่องรายการ ลงชื่อผู้เบิกจ่ายและผู้อนุมัติ
สำหรับส่วนราชการ โรงเรียน และหน่วยงานของรัฐ มี 13 ช่องรายการ ลงชื่อคนเดียว จัดพิมพ์ใหม่ให้กรอกสะดวก เนื้อความคงเดิมทุกช่องตามต้นฉบับ
อยากได้แบบกรอกข้อมูลแล้วพิมพ์ออกมาเลย ใช้เครื่องมือด้านบนได้
ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่พนักงานของกิจการเป็นผู้ลงชื่อรับรองเองว่า ได้จ่ายเงินไปจริงในงานของกิจการ แต่เรียกใบเสร็จรับเงินจากผู้รับเงินไม่ได้ ใช้กับรายจ่ายเบ็ดเตล็ดจำนวนไม่มาก เช่น ค่าแท็กซี่ ค่าที่จอดรถ ค่าวินมอเตอร์ไซค์ บางคนเรียกสั้น ๆ ว่า ใบแทนใบเสร็จ หรือใบรับรองแทนเงินสด แต่ชื่อเต็มตามที่กรมสรรพากรใช้คือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน กรมสรรพากรวางแบบเอกสารนี้ไว้ในคู่มือการจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชี หัวข้อ 2.1.3
จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือคิดว่าเอกสารนี้ใช้แทนใบเสร็จรับเงินได้ทุกกรณี ความจริงคือกรมสรรพากรจัดเอกสารกลุ่มนี้ไว้เป็นบันได 3 ขั้น และใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินคือขั้นสุดท้าย ที่ใช้เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้วเท่านั้น ถ้าผู้รับเงินยอมเซ็นชื่อให้ ต้องใช้เอกสารขั้นก่อนหน้าเสมอ
ผู้รับเงินยินยอมออกใบเสร็จรับเงินให้ ใช้ขั้นนี้ก่อนเสมอ เป็นหลักฐานที่แข็งแรงที่สุด สร้างได้ที่ เครื่องมือทำบิล ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี
ผู้รับเงินออกใบเสร็จให้ไม่ได้ แต่ยินยอมลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงิน ต้องแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนด้วย สร้างได้ที่ เครื่องมือทำใบสำคัญรับเงิน
ผู้รับเงินไม่ยอมเซ็นอะไรเลย พนักงานของกิจการจึงต้องรับรองการจ่ายเงินนั้นเอง ใช้กับรายจ่ายเบ็ดเตล็ดเท่านั้น คือเอกสารที่หน้านี้สร้างให้
ถ้าไม่มีหลักฐานการรับเงินจากผู้รับเงินเลยสักอย่าง คู่มือของกรมสรรพากรให้จัดทำ ใบสำคัญจ่าย ตามหัวข้อ 2.3 ซึ่งต้องระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้รับเงิน พร้อมลายมือชื่อผู้รับเงินและผู้มีอำนาจอนุมัติ
ตามแบบที่กรมสรรพากรวางไว้ในหัวข้อ 2.1.3 เอกสารต้องมีข้อมูลเหล่านี้ครบ ขาดข้อใดข้อหนึ่งไปจะกลายเป็นเอกสารที่พิสูจน์ตัวผู้รับเงินไม่ได้
สังเกตว่าแบบของกรมสรรพากรเป็นใบเดียวที่รวมรายจ่ายย่อยหลายรายการในช่วงวันหนึ่ง ไม่ใช่ใบละหนึ่งรายการ ออกแบบมาให้เคลียร์เงินสดย่อยทีเดียวตอนสิ้นเดือน เครื่องมือด้านบนจึงทำเป็นตารางหลายบรรทัดตามต้นฉบับ
คู่มือของกรมสรรพากรระบุหลักฐานการจ่ายเงินไว้ 2 แบบ คือ สำเนาเช็คที่ขีดฆ่าผู้ถือและขีดคร่อม A/C Payee only ซึ่งมีหลักฐานว่าตัดบัญชีแล้ว หรือสำเนาใบโอนเงินธนาคารหรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อื่น เอกสารพวกนี้คือสิ่งเดียวที่พิสูจน์ได้ว่าเงินไปถึงใคร จึงควรแนบไว้ทุกครั้งที่ทำได้
รายจ่ายที่ใช้ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินมักเป็นเงินสด ซึ่งไม่มีร่องรอยไปถึงตัวผู้รับเงิน ทางที่ปลอดภัยกว่าคือโอนเงินให้ได้มากที่สุด แล้วเขียนเลขอ้างอิงการโอนไว้ในช่องหมายเหตุ ถ้าจำเป็นต้องจ่ายสด ให้เก็บหลักฐานอื่นประกอบ เช่น ภาพถ่ายสินค้า ใบส่งของ หรือสัญญา
พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันปิดบัญชี ไม่ใช่นับจากวันที่ในเอกสาร และอธิบดีมีอำนาจกำหนดให้เก็บเกิน 5 ปีได้ แต่ไม่เกิน 7 ปี ฝ่าฝืนมีโทษปรับตามมาตรา 31
เก็บใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินไว้คู่กับหลักฐานการจ่ายเงินในชุดเดียวกัน แยกเก็บคนละที่แล้วหาไม่เจอตอนถูกตรวจ มีค่าเท่ากับไม่มี
บริษัทแห่งหนึ่งให้ธุรการถือเงินสดย่อยไว้ใช้จ่ายงานจิปาถะ ตลอดเดือนกุมภาพันธ์มีรายจ่าย ค่าแท็กซี่ไปยื่นเอกสารที่สรรพากรพื้นที่ 180 บาท ค่าที่จอดรถที่อาคารสำนักงานลูกค้า 60 บาท ค่าวินมอเตอร์ไซค์ส่งเอกสารด่วน 45 บาท ค่าจ้างขนของขึ้นอาคารที่ตลาดวโรรส 200 บาท ค่าน้ำแข็งและน้ำดื่มสำหรับประชุมภายใน 135 บาท และค่าแท็กซี่รับลูกค้าจากสนามบิน 250 บาท
ทุกรายการเรียกใบเสร็จไม่ได้เลย ธุรการจึงทำใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินใบเดียว ใส่ทั้ง 6 รายการลงในตาราง ยอดรวม 870 บาท เขียนตัวอักษรว่าแปดร้อยเจ็ดสิบบาทถ้วน ระบุช่วงวันที่ตั้งแต่ 3 ถึง 27 กุมภาพันธ์ แล้วให้ตัวเองลงชื่อผู้เบิกจ่าย และให้ผู้จัดการลงชื่อผู้อนุมัติ
ที่ทำถูกคือใช้ใบเดียวรวมทั้งเดือน ไม่ใช่ทำ 6 ใบ เขียนรายละเอียดชัดว่าไปทำอะไร และทุกยอดเป็นเงินก้อนเล็กที่เข้าข่ายรายจ่ายเบ็ดเตล็ดจริง
อยากได้เอกสารแบบนี้ ใช้เครื่องมือด้านบนกรอกแล้วพิมพ์ออกมาได้เลย หรือถ้าอยากได้แบบฟอร์มเปล่าไปเขียนด้วยมือ ดาวน์โหลดไฟล์ Word Excel หรือ PDF ได้ที่ส่วนดาวน์โหลดด้านบน ถ้าต้องใช้แบบฟอร์มภาษีตัวอื่นด้วย ดูได้ที่ รวมแบบฟอร์มภาษีและบัญชี
สามเอกสารนี้ถูกใช้สลับกันบ่อยมาก ทั้งที่คนละสถานการณ์กันคนละแบบ ตัวชี้ขาดคือผู้รับเงินยอมทำอะไรให้เราได้บ้าง
ผู้รับเงินออกใบเสร็จให้ไม่ได้ แต่ยอมลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงิน ต้องแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับเงินซึ่งประกอบอาชีพนั้นจริง แข็งแรงกว่าใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินมาก เพราะมีลายมือชื่อของอีกฝ่าย
ผู้รับเงินไม่ยอมเซ็นอะไรเลย พนักงานผู้เบิกจ่ายจึงรับรองเอง แล้วให้ผู้มีอำนาจอนุมัติเซ็นกำกับ ใช้กับรายจ่ายเบ็ดเตล็ดเท่านั้น เป็นเอกสารที่อ่อนที่สุดใน 3 แบบ เพราะกิจการทำขึ้นเองฝ่ายเดียว
เป็นบันทึกการจ่ายเงินของกิจการเอง คู่มือกำหนดให้ระบุชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้รับเงิน วันที่จ่าย ประเภทและจำนวนเงิน พร้อมลายมือชื่อผู้รับเงินและการอนุมัติจากผู้มีอำนาจ
สรุปสั้นที่สุดคือ ถ้าเขาออกใบเสร็จได้ให้ ออกใบเสร็จตามปกติ ถ้าออกไม่ได้แต่ยอมเซ็นใช้ ใบสำคัญรับเงิน ถ้าไม่ยอมเซ็นอะไรเลยและเป็นเงินก้อนเล็กจริงจึงใช้ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน
หลายเว็บบอกว่าใช้ฟอร์มนี้แล้วจบ ความจริงไม่ใช่ ในคู่มือเล่มเดียวกันของกรมสรรพากร หัวข้อ 5.2 รวบรวมคำพิพากษาฎีกาที่ตัดสินว่า รายจ่ายลักษณะนี้ใช้เป็นรายจ่ายทางภาษีไม่ได้ ทุกคดีจบเหมือนกันคือพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18)
คำพิพากษาฎีกาที่ 2301/2531 วางไว้ว่า เมื่อไม่มีใบรับเงินของผู้ขาย แล้วส่งเอกสารอื่นแทนใบเสร็จรับเงิน ถือได้ว่ารายจ่ายนั้นพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ แปลว่าลำพังใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินใบเดียว ไม่ได้แปลว่ารายจ่ายผ่านอัตโนมัติ
ฎีกาที่ 4963/2536 ตัดสินกรณีที่มีแต่เอกสารที่บริษัททำขึ้นเองว่ามีผู้รับเงินไปจากบริษัท แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าจ่ายจริงและมีตัวตนคนรับแน่นอน และฎีกาที่ 4909/2538 กรณีทำหลักฐานการจ่ายขึ้นเอง แต่พาตัวผู้รับเงินมายืนยันไม่ได้ ทั้งสองกรณีเป็นรายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ
คู่มือเขียนไว้ตรงตัวว่าใช้ในกรณีกิจการจ่ายค่าซื้อสินค้าหรือบริการเบ็ดเตล็ด ยอดใหญ่ที่ควรมีเอกสารครบไม่ควรมาใช้ใบนี้ ถ้ารายจ่ายก้อนโตของกิจการเต็มไปด้วยใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน นั่นคือสัญญาณที่เจ้าพนักงานสังเกตเห็นแน่นอน
เมื่อผู้รับเงินยอมลงลายมือชื่อ ให้ใช้ ใบสำคัญรับเงิน แทนทุกครั้ง เพราะมีลายมือชื่อของอีกฝ่ายและสำเนาบัตรประชาชนประกอบ การเลือกใช้เอกสารที่อ่อนกว่าทั้งที่ใช้แบบแข็งแรงกว่าได้ ไม่มีเหตุผลที่จะอธิบายตอนถูกตรวจ
ต่อให้เอกสารครบทุกช่อง ถ้ารายจ่ายนั้นเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี อยู่แล้ว เช่น รายจ่ายส่วนตัว หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ ก็ยังใช้เป็นรายจ่ายทางภาษีไม่ได้ อ่านเพิ่มที่ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล
คนสองกลุ่มค้นคำว่าใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินเหมือนกันเป๊ะ แต่ต้องการคนละใบ ถ้าคุณอยู่ในส่วนราชการหรือโรงเรียน สิ่งที่ต้องใช้คือแบบ บก.111 ไม่ใช่แบบที่กรมสรรพากรวางไว้สำหรับบริษัท ทั้งสองใบใช้ชื่อเดียวกันแต่เนื้อในต่างกัน
| หัวข้อ | แบบของกรมสรรพากร (บริษัท หจก.) | แบบ บก.111 (ทางราชการ) |
|---|---|---|
| เลขที่แบบ | ไม่มีเลขแบบ อยู่ในคู่มือหัวข้อ 2.1.3 | แบบ บก.111 |
| หัวเอกสาร | ชื่อกิจการ ในฐานะผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ | ส่วนราชการ |
| ข้อความรับรอง | จ่ายไปในงานของทางบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยแท้ | จ่ายไปในงานราชการโดยแท้ |
| ช่องหน่วยงาน | ไม่มี | มีช่อง กอง |
| ช่วงวันที่ | มี ตั้งแต่วันที่ ถึงวันที่ | ไม่มี |
| ลายมือชื่อ | 2 คน คือผู้เบิกจ่ายและผู้อนุมัติ | 1 คน พร้อมวันที่ |
| ตารางรายจ่าย | วัน เดือน ปี รายละเอียดรายจ่าย จำนวนเงิน หมายเหตุ | เหมือนกันทั้ง 4 ช่อง |
ถ้าคุณต้องใช้แบบ บก.111 ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเปล่าได้ที่ส่วนดาวน์โหลดด้านบนของหน้านี้ เราจัดพิมพ์ใหม่ให้อ่านง่ายและกรอกสะดวก โดยคงเนื้อความทุกช่องไว้ตามต้นฉบับของทางราชการ ส่วนเครื่องมือกรอกออนไลน์ด้านบนออกแบบมาสำหรับบริษัทและห้างหุ้นส่วน
ถ้ารายจ่ายของกิจการเต็มไปด้วยบิลที่เรียกใบเสร็จไม่ได้ ให้เราช่วยดูว่าอันไหนใช้ได้ อันไหนต้องแก้ ก่อนที่จะถึงรอบปิดงบ
ปรึกษาเราฟรีโดยทั่วไปแปลว่า Certificate in Lieu of Receipt และเราใช้คำนี้กำกับไว้บนเอกสารที่เครื่องมือสร้างให้ แต่ต้องบอกตามตรงว่ากรมสรรพากรไม่ได้กำหนดชื่อภาษาอังกฤษของเอกสารนี้ไว้ ต่างจากใบสำคัญจ่ายที่คู่มือระบุคำว่า Payment Voucher ไว้ชัดเจน ถ้าต้องส่งให้บริษัทแม่หรือผู้ถือหุ้นต่างชาติอ่าน แนะนำให้ใส่ชื่อไทยกำกับไว้ด้วยเสมอ
ต่างกันที่ว่าใครเป็นคนเซ็น ใบสำคัญรับเงินผู้รับเงินเป็นคนลงลายมือชื่อ ส่วนใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินผู้รับเงินไม่เซ็นอะไรเลย พนักงานของกิจการเป็นคนรับรองเอง
ใบสำคัญรับเงินแข็งแรงกว่ามาก เพราะมีลายมือชื่อของอีกฝ่ายและแนบสำเนาบัตรประชาชนได้ ถ้าผู้รับเงินยอมเซ็น ให้ใช้ใบสำคัญรับเงินเสมอ
แบบ บก.111 เป็นใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินของทางราชการ ใช้กับการเบิกจ่ายเงินของส่วนราชการ มีช่องส่วนราชการและช่องกอง ข้อความรับรองลงท้ายว่าจ่ายไปในงานราชการโดยแท้ และมีลายมือชื่อคนเดียว
บริษัทและห้างหุ้นส่วนควรใช้แบบที่กรมสรรพากรวางไว้ในคู่มือหัวข้อ 2.1.3 แทน เพราะข้อความรับรองตรงกับสถานะของกิจการ และมีลายมือชื่อผู้อนุมัติกำกับด้วย
กรมสรรพากรไม่ได้กำหนดตัวเลขเพดานไว้ แต่เขียนไว้ว่าใช้กับค่าซื้อสินค้าหรือบริการเบ็ดเตล็ด ซึ่งหมายถึงรายจ่ายจิปาถะจำนวนไม่มาก
ในทางปฏิบัติ ยอดที่ใหญ่พอที่ผู้ขายควรออกใบเสร็จได้อยู่แล้ว ไม่ควรมาใช้เอกสารนี้ ถ้ายอดเริ่มโต ให้หาทางใช้ใบสำคัญรับเงินพร้อมสำเนาบัตรประชาชน หรือโอนเงินเพื่อให้มีหลักฐานแทน
ไม่แน่นอน เอกสารนี้เป็นแบบที่กรมสรรพากรวางไว้เองก็จริง แต่คู่มือเล่มเดียวกันหัวข้อ 5.2 ก็รวบรวมคำพิพากษาฎีกาที่ตัดสินว่ารายจ่ายซึ่งมีแต่เอกสารที่กิจการทำขึ้นเองฝ่ายเดียว เป็นรายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18)
สิ่งที่ช่วยได้จริงคือหลักฐานประกอบ ได้แก่ สลิปโอนเงิน สำเนาเช็คขีดคร่อม A/C Payee only ที่ตัดบัญชีแล้ว ภาพถ่ายสินค้าหรือบริการ และการเขียนรายละเอียดให้ชัดว่าจ่ายเพื่ออะไร
ได้ นี่คือกรณีที่เอกสารนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับพอดี เพราะเป็นรายจ่ายเบ็ดเตล็ดจำนวนน้อย และผู้ให้บริการมักออกใบเสร็จให้ไม่ได้
ข้อแนะนำคือเขียนให้ชัดว่าเดินทางไปทำอะไรให้กิจการ เช่น ไปยื่นเอกสารที่สรรพากรพื้นที่ ดีกว่าเขียนแค่ว่าค่าเดินทาง เพราะรายจ่ายต้องเกี่ยวกับกิจการจึงจะถือเป็นรายจ่ายทางภาษีได้
ในทางปฏิบัติแนบไม่ได้ เพราะกรณีที่ใช้เอกสารนี้คือผู้รับเงินไม่ยอมให้อะไรเลย การแนบสำเนาบัตรประชาชนเป็นข้อกำหนดของใบสำคัญรับเงิน ซึ่งผู้รับเงินยินยอมลงลายมือชื่อ
นี่คือเหตุผลที่ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินเป็นเอกสารที่อ่อนที่สุดในสามแบบ และเป็นเหตุผลที่ควรใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น
ไม่ต้อง แบบของกรมสรรพากรเป็นตารางที่ออกแบบมาให้ใส่รายจ่ายย่อยหลายรายการในใบเดียว พร้อมช่องช่วงวันที่ตั้งแต่วันที่ถึงวันที่ ไว้ครอบคลุมทั้งชุด
วิธีใช้ที่ตรงกับเจตนาของแบบคือรวบรายจ่ายเบ็ดเตล็ดของงวดนั้นไว้ในใบเดียว แล้วเคลียร์ทีเดียวตอนสิ้นเดือน ไม่ใช่ทำทีละใบต่อหนึ่งรายจ่าย
ดาวน์โหลดได้ฟรีที่ส่วนดาวน์โหลดด้านบนของหน้านี้ มีทั้งไฟล์ Word ไฟล์ Excel และไฟล์ PDF ทั้งแบบของกรมสรรพากรสำหรับบริษัทและแบบ บก.111 ของทางราชการ ไม่ต้องสมัครสมาชิก
ไฟล์ Excel คำนวณยอดรวมให้อัตโนมัติ ส่วนถ้าอยากได้เอกสารที่กรอกข้อมูลแล้วพร้อมพิมพ์ ใช้เครื่องมือด้านบนของหน้าได้เลย
พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้เก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี ไม่ใช่นับจากวันที่ในเอกสาร และอธิบดีมีอำนาจกำหนดให้เก็บเกิน 5 ปีได้ แต่ไม่เกิน 7 ปี ควรเก็บรวมไว้กับหลักฐานการจ่ายเงินในชุดเดียวกัน
เอกสารที่หาไม่เจอตอนถูกตรวจ มีค่าเท่ากับไม่มี ถ้าไม่อยากจัดการเอง บริการทำบัญชีรายเดือน ของเราดูแลเรื่องนี้ให้ทั้งหมด